เราเกิดมาทำไม

ตอนเด็กๆ เราคงเคยมีความรู้สึกกลัวความตาย กับกลัวคนที่เรารักตาย

และบางครั้งก็เคยมีความคิดเหมือนกันว่า เราอาจจะไม่ตายก็ได้ เพราะเจอวิธีอยู่เป็นอมตะ

พออายุเพิ่มมากขึ้น ได้ผ่านขบวนการเรียนรู้ และเติบโต

เราเริ่มตระหนักได้ว่า ความตายเป็นของแน่นอน

ไม่ว่าคนๆนึงจะเกิดมาใน ฐานะ วรรณะ ชาติ ศาสนาอะไร ทุกคนต้องตาย

Death is not the opposite of life, but a part of it.

Haruki Murakami

ทัศนคติเกี่ยวกับความตายของผมก็เริ่มเปลี่ยนไปเหมือนกัน ส่วนนึงอาจจะเพราะได้มีโอกาสฟังเทศน์ และไปปฏิบัติธรรม

ในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา มีคนที่รู้จัก และญาติสนิทที่ตายไป บางคนก็มีโอกาสได้เตรียมใจ บางคนก็จากไปกระทันหัน

แต่ความรู้สึกมันไม่ใช่ความเศร้าโศกซะทีเดียว การตายของคนทั้งที่รู้จักและไม่ได้รู้จักเป็นการส่วนตัว มันเหมือนกับเป็น ข้อความเตือน ว่าเวลาของเราก็ใกล้เข้าเหมือนกัน

คนส่วนใหญ่จะตีความว่า ความตาย = ความโชคร้าย

ถ้าเป็นเช่นนั้น

ชีวิตทุกคนต้องจบด้วยความโชคร้ายอย่างนั้นหรือ?

เราเกิดมาทำไม? เราอยู่ไปเพื่ออะไร?

เป็นคำถามที่เริ่มผุดขึ้นมาในหัว หลังจากที่ได้เห็นความตายเพิ่มมากขึ้น

ถ้าตอบคำถามนี้แบบไม่คิดอะไรมากก็คงประมาณว่า “เกิดมาเพื่อตายละมั้ง”

Birth and death are two sides of the same coin.

Lao Tzu

เป้าหมายสูงสุดของพุทธศาสนาคือ “นิพพาน” หมายถึง ความดับทุกข์อย่างถาวร พ้นจากวัฏสงสาร หลุดพ้นจากการเวียนว่ายตายเกิด

ผมคิดว่าไม่มีคำตอบที่เหมาะกว่าประโยคด้านบนนี้

ในพระไตรปิฎกมี กล่าวถึงบุคคลในโลกนี้ แยกได้เป็น 4 ประเภท

  • บุคคลมืดมาแล้ว มีมืดไปภายหน้า
  • บุคคลมืดมาแล้ว มีสว่างไปภายหน้า
  • บุคคลสว่างมาแล้ว มีมืดไปภายหน้า
  • บุคคลสว่างมาแล้ว มีสว่างไปภายหน้า

แต่ถ้าเป็นคำตอบที่รองลงมา และใช้ได้สำหรับทุกคน (แม้แต่คนที่ไม่ได้นับถือพุทธ) ผมคิดว่าน่าจะเป็นคำตอบที่ว่า เราเกิดมาเพื่อ ไปสว่างกว่าที่เรามา

ผมเคยได้สนทนากับรุ่นพี่ท่านนึงที่ประสบความสำเร็จในเรื่องของการงาน การเงิน แต่ยังอุทิศชีวิตเพื่อช่วยเหลือผู้อื่น และเป็นคนที่เสียสละมากๆ

ท่านพูดประโยคนึงที่ผมจำได้ขึ้นใจ

ตายน่ะไม่กลัวหรอก แต่กลัวตายแล้วสูญเปล่า

นั่นอาจจะเป็นเหตุผลที่ท่าน ประพฤติสุจริตด้วยกาย วาจา ใจ และสร้างประโยชน์ให้สังคมอยู่ตลอด

การเร่งทำความดีและทำสิ่งที่มีประโยชน์อาจจะเป็นหนทางที่คนเราควรปฏิบัติ เพื่อ “การไปสว่าง” ในภายหน้า

เรื่องที่ไม่สามารถรู้ได้ในขณะยังมีชีวิตอยู่ ๕ ประการ คือ เรื่องความ ยืนยาวของชีวิต เรื่องความเจ็บไข้ที่ทำให้สิ้นชีวิต เรื่องเวลาที่จะตาย เรื่องสถานที่ตาย และเรื่องคติที่ไปเกิดใหม่

กถมฺภูตสฺส เม รตฺตินฺทิวา วีติปตนฺติ

วันคืนล่วงไป บัดนี้เราทำอะไรอยู่

พระพุทโธวาท

เวลาที่เหมาะสมในการเริ่มต้นทำอะไรดีๆ และเลิกการทุจริตทุกประเภท ก็คงไม่มีอะไรดีไปกว่า วันนี้ เดี๋ยวนี้