โชคของมือใหม่

ในหนังสือ The Alchemist จะมีพูดถึงเรื่อง “beginner’s luck ทำให้นึกถึงตอนที่ตัวเองเพิ่งเริ่มเข้าทำงาน หรือเริ่มต้นธุรกิจใหม่ๆ

ในวงการต่าง ๆ มักมีปรากฏการณ์ที่มือใหม่สามารถเอาชนะคนที่มีประสบการณ์มากกว่าได้ ปรากฏการณ์นี้เรียกว่า “โชคของมือใหม่” (beginner’s luck) แต่ก็ไม่ได้เกิดขึ้นเสมอไป บางทีฟลุ๊คก็มี

แต่ถ้าอย่างในเรื่องของการทำงานหรือการทำธุรกิจมันก็อาจจะมีปัจจัยอื่นๆได้เช่น

  • ความแปลกใหม่และความตื่นเต้น คนที่เริ่มต้นมักจะไฟแรง และยังไม่มีกรอบความคิดอะไรมาครอบไอเดียเอาไว้
  • ความคาดหวังที่ต่ำ คนที่เริ่มต้นมักจะคาดหวังผลลัพธ์ที่ต่ำ ทำให้มีแรงกดดันน้อย และผ่อนคลายมากกว่าคนมีประสบการณ์ สิ่งนี้อาจนำไปสู่การตัดสินใจที่ดีขึ้น ตัวอย่าง คนที่เริ่มตำแหน่งทำงานขายก็อาจจะมีช่วงนึงที่บริษัทไม่ได้มีความคาดหวังอะไร ก็ยิ่งทำงานในช่วงแรกๆได้สบายไม่กดดันเลย
  • จิตใจแบบมือใหม่ คนที่เพิ่งเริ่มจะมองทุกอย่างด้วย fresh eyes เปิดกว้างและพร้อมที่จะเรียนรู้ พอรับสิ่งใหม่ ๆ ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ความ creative การคิดนอกกรอบก็จะมากกว่าคนที่มีประสบการณ์ (อย่างน้อยก็ในช่วงแรกๆ)

จากประสบการณ์ที่ผ่านมา คนที่เริ่มเข้าทำงานมาได้ซักพัก ก็เริ่มจะถูกวัฒนธรรมกลืน นั่นเป็นผลว่าทำไมการสร้างบรรยากาศที่ดีในการทำงาน และการไล่คนที่มีพฤติกรรมแย่ๆออก ถึงสำคัญมาก

สิ่งที่ได้เรียนรู้จากเรื่องนี้ก็คือ การพยายามมองทุกอย่างในมุมมองของผู้เริ่มต้น มองการทำธุรกิจด้วย fresh eyes อาจจะทำให้เราแก้ปัญหาที่เป็นเหมือนเส้นผมบังภูเขาได้ และการขอความเห็นของคนที่อยู่วงนอกก็จำเป็นเช่นกัน

My reading list #4

หลังจากที่ได้อ่านหลายๆเว็บหรือบล็อกที่รีวิวหนังสือแล้ว

รู้สึกว่าการอ่านรีวิวมากเกินไป มันทำให้ได้รับ information ที่ไม่จำเป็นมากเกินไป เช่นไปอ่านใน goodreads ถ้าเป็นหนังสือที่ดังมากๆ นี่เจอ hate speech เยอะ ส่วนนึงคือคนพยายามจะสร้างแบรนด์ตัวเองแบบนั้นด้วย

แน่นอนว่าการอ่านหนังสือแต่ละเล่ม มันไม่สามารถนำทุกอย่างมาปรับใช้กับชีวิตได้ และเราก็คงไม่ชอบทุกเรื่องที่อ่าน แต่อย่างน้อยเวลาที่เรากลับมาเขียน journal เกี่ยวกับหนังสือเล่มนั้น

เราก็จะเริ่ม form idea ได้แล้วว่า หนังสือเล่มนี้ เราชอบเพราะอะไร? เราไม่ชอบเพราะอะไร? มีความรู้อะไรที่เราเอามาปรับใช้ได้บ้าง? อะไรที่สร้างแรงบันดาลใจให้เราบ้าง? ฯ

สำหรับ reading list #4 นี้ ก็มีดังนี้ (ไม่ใช่รีวิว)

  1. INTO THE MAGIC SHOP เราทุกคนล้วนมีร้านเวทมนตร์อยู่ในใจ ยอมรับว่าคำโฆษณาหน้าปกเขียนว่า วง BTS ใช้เป็นแรงบันดาลใจในการแต่งเพลง Magic Shop ทำให้น่าสงสัย ส่วนตัวรู้จักวง BTS แต่ไม่เคยฟังเพลง พออ่านหนังสือจบเลยไปอ่านคำแปลเพลง ก็รู้สึกว่าใช่เลย เป็น message ที่ ดร.โดตีต้องถ่ายทอดให้ผู้อ่านจริงๆ
  2. The Alchemist : ขุมทรัพย์สุดปลายฝัน เป็นการกลับมาอ่านครั้งที่ 3-4 แล้ว ทุกครั้งที่กลับมาอ่าน ได้ความรู้ที่แตกต่างกลับไปทุกครั้ง พอใช้เวลาต่อหน้า ต่อประโยค ให้นานขึ้น คิดตามให้มากขึ้น ก็รู้สึกว่า คุณ Paulo เก่งจริงๆ ศิลปะในการเล่าเรื่องสวยงาม และกระชับ หนังสือเล่มไม่หนาแต่ ได้สนุกและได้สาระมาก
  3. The Bullet Journal Method : วิถีบันทึกแบบบูโจ ผมรู้จัก BUJO มาต้้งแต่ปี 2018 ได้มีโอกาสลองเขียนอยู่ช่วงนึง แล้วก็เลิกเขียนไปเพราะมาเสพติดการเล่น Social Media (ทำตัวเองล้วนๆ) ตอนนี้เริ่มกลับมาเขียน Journal มากขึ้น ใช้ชีวิตที่มัน disconnected มากขึ้น ประโยชน์อันนึงที่ผมชอบจากการเขียน Journal คือการได้ reflect หรือ ตกผลึกความคิด เรารู้อยู่แล้วว่าเราต้องทำอะไร การ reflect เป็นการทบทวนกับตัวเองว่า เราทำไปทำไม?

ผมรู้สึกว่าหนังสือที่เราอ่านแล้ว แต่จำเนื้อหาไม่ได้ = ยังไม่ได้อ่าน การได้ revisit หนังสือที่เรามีอยู่แล้ว และกลับมาเขียนสรุปใน Journal มันก็สนุกดีนะ 🙂

I MAY BE WRONG ฉันอาจจะผิดก็ได้

วันนี้เป็นวันแรกของปี 2567

ผมดีใจที่ได้สร้างนิสัยการอ่านหนังสือทุกวันอย่างน้อยวันละ 1-6 ชั่วโมงมาครบ 1 เดือน

“เราต้องการคำแนะนำเป็นระยะๆ”

ประโยคนึงที่ดูธรรมดา แต่ผมก็ไฮไลท์ไว้ หลังอ่านหนังสือ “I MAY BE WRONG ฉันอาจจะผิดก็ได้ ปัญญาญาณจากชีวิตพระป่า”

ในซีรีย์เรื่องพระพุทธเจ้า พระพุทธองค์ตรัสว่า “กัลยาณมิตรเป็นทั้งหมดของพรหมจรรย์” เพราะว่า เมื่อผู้ใดมีกัลยาณมิตร ชีวิตก็จะก้าวขึ้นสู่อริยมรรคา อันเป็นหนทางสู่ความสุข ความเจริญอย่างแท้จริง

หนังสือดีๆ เปรียบได้กับเครื่องมือชี้ทางสว่าง หลายคนแก้ปัญหาชีวิตได้ผ่านการอ่าน

เหมือนหนังสือเล่มนี้ที่ผมได้รับคำแนะนำว่าเป็นหนังสือที่ดี

ท่านบเยิร์น (ผู้เขียน) ชาวสวีเดนที่ได้บอกเล่าประสบการณ์ที่กลั่นกรองมาตลอดชีวิตตั้งแต่เด็ก เรียนจบ ประสบความสำเร็จในหน้าที่การงาน และทิ้งชีวิตฆราวาสช่วงกำลังรุ่ง มาบวชที่วัดป่านานาชาติเป็นเวลา 17 ปี

เสน่ห์ของหนังสือเล่มนี้คือการเล่าสภาวะธรรมที่ผุดขึ้นในใจ อย่างตรงไปตรงมา เรื่องเล่าที่เราอาจจะไม่ได้เห็นในหนังสือธรรมะทั่วไป

สิ่งสำคัญที่ผมได้เรียนรู้จากหนังสือเล่มนี้

ความคิดของเรา มีอิทธิพลกับชีวิตของเราอย่างมาก จะพาเราไปสูงหรือลงต่ำก็เริ่มจากความคิดนี่เอง

“เราไม่ควรเชื่อทุกอย่างที่เราคิด”

ในหนึ่งวันคนเราคิดเรื่องราวมากกว่า 60,000 เรื่อง คิดกลับไป กลับมา ทั้งเรื่องที่ผ่านมาแล้ว และเรื่องที่ยังมาไม่ถึง

ความทุกข์ใจของเรา มีต้นเหตุมาจากความคิดทั้งสิ้น

การเข้าใจผิด การทะเลาะเบาะแว้ง การไปหาก่อหาเกิดเรื่องราวมากมาย ก็มาจากการตีความของเราผ่านความคิดของเรา

ซึ่งครั้งนึงท่านบเยิร์นได้เล่าว่า ท่านอาจารย์ชยสาโร ได้ให้คาถานึงกับลูกศิษย์ว่า

“ฉันอาจจะผิดก็ได้”

เวลาที่มีเรื่องอะไรที่ทำให้เรา โกรธ โมโห หรือเริ่มจะขาดสติ ก็ให้ท่องคำนี้เตือนไว้ และมันสามารถใช้ได้กับทุกสถานการณ์ในชีวิต

และแน่นอนว่า เป็นคาถานึงที่ผมจะเริ่มใช้ตั้งแต่วันนี้เลย 🙂

จิตวิทยาสายดาร์ก

ผมเห็นว่าหนังสือ จิตวิทยาสายดาร์ก ติดอันดับขายดีมาหลายสัปดาห์ แต่ก็ไม่มีโอกาสได้ลองหยิบมาเปิดอ่านหรือได้อ่านรีวิวซักที

ล่าสุดคุณภรรยาก็สั่งมาผ่าน Live ของ Naiin ก็เลยได้ลองเปิดอ่านดู

เนื้อหาเขียนได้ค่อนข้างกระชับ สำหรับคนที่เคยทำงานขายมาก่อนอาจจะไม่รู้สึกว่ามีอะไรแปลกใหม่

ผมคิดว่าหลักการมีความคล้ายกับแนวคิด “fake it till you make it” คือ ก่อนที่จะให้ใครเชื่ออะไรเรา ตัวเราต้องเชื่อในสิ่งนั้นก่อน ในหนังสือ เขียนประมาณว่า ก่อนที่จะไปล้างสมองใคร เราต้องล้างสมองเราให้ได้ก่อน เช่น ถ้าเราอยากจะสร้างภาพจำให้คนอื่นรู้สึกว่าเราเป็นคนมีตังค์ เราก็ต้องลงทุนให้กับ เครื่องแต่งตัว หน้า ผม ของเรา และซื้อของแบรนด์เนมใช้

คำแนะนำประมาณนี้ วัตถุประสงค์อาจจะต้องการให้คนอ่านมีความมั่นใจในตัวเองก่อนที่จะออกไปโน้มน้าวคนอื่น

ถ้าถามว่าเล่มนี้เหมาะกับใคร ผมว่าก็น่าจะเหมาะกับ คนที่อยากทำงานขาย, งาน MLM, งานขายประกัน (อาจจะเป็นหนังสือที่ upline ซื้อให้ downline เพื่อเป็นการแนะนำอ้อมๆให้ไปปรับปรุง เรื่องหน้าตา และการแต่งตัว)

แอบคิดเหมือนกันว่าหนังสือเล่มนี้ขายดี เพราะถูกเหมาเอาไปใช้เทรนพนักงานขาย หรือ นักขาย MLM รึเปล่า

ถ้าคนทั่วไปซื้ออ่านก็อาจจะได้ประโยชน์จากการรู้เท่าทัน ว่าเรากำลังโดนโน้มน้าวอยู่มั้ย

ยังไงก็แล้วแต่ หนังสือเล่มนี้ก็ได้พิสูจน์ตัวเองแล้วว่า การใช้ชื่อ “จิตวิทยาสายดาร์ก” บวกกับคำโปรยที่น่าสนใจ ก็สามารถดันตัวมันเองให้เป็น best seller ได้หลายสัปดาห์

My reading list #3

ช่วงอาทิตย์ที่ผ่านมาได้ใช้เวลาอยู่กับหนังสือค่อนข้างเยอะ น่าจะเป็น medium หลักของการเสพย์ content

มีความคิดว่าจะอยากขยาย area ประเภทของหนังสือให้มากขึ้น และมองหาหนังสือมือสองเพื่อความประหยัด

หลังจากไปเดินดูที่ B2S รู้สึกว่ามีหนังสือที่น่าสนใจหลายเล่มมากๆ ที่อยากตามเก็บอ่าน และพอเปิดตู้หนังสือดูก็มีหลายเล่มที่อยากเอากลับมาอ่านรอบสองด้วย

เล่มแรก The Psychology of Money : จิตวิทยาว่าด้วยเงิน เป็นการอ่านครั้งที่ 2 แล้วคราวนี้ปรับ speed ให้ช้าลงเก็บรายละเอียดได้มากขึ้น ส่วนตัวแล้วผมมองว่าเป็นหนังสือที่เหมาะกับ คนที่ผ่านการลงทุนมาซักระยะนึง มากกว่ามือใหม่

 

เล่มที่สอง 52 เฮิรตซ์…คลื่นเสียงที่ไม่มีใครได้ยิน หนังสือแปลของญี่ปุ่น เป็นอีกเรื่องที่อ่านรวดเดียวจบ ความสนุกพอประมาณ แต่อ่านแล้วก็รู้สึกถึงคำพูดของท่านอาจารย์เขมานันทะ ประมาณว่า “ที่คนเรารู้สึกว่าตัวเองโดดเดี่ยว ไม่ใช่ว่าเราไม่มีความสัมพันธ์กับผู้อื่น แต่เป็นเพราะเรามีความสัมพันธ์ที่หลากหลายแต่ไม่สามารถสัมผัสถึงกันมากกว่า” บางทีการจะเป็นผู้รับฟัง คือการฟังเพื่อฟัง ฟังเพื่อทำความเข้าใจ คำตอบอาจจะไม่จำเป็น

 

เล่มที่สาม จริง ๆ แล้วแมวจรต่างหากเก็บผมมาเลี้ยง หนังสือแปลจากญี่ปุ่นเหมือนกัน เป็นเรื่องจริงจากประสบการณ์ของผู้เขียน ที่เริ่มเปิดใจกลายมาเป็นทาสแมว และได้เรียนรู้วิถีการใช้ชีวิต ผ่านการเลี้ยงแมว ถ้าใครเป็นทาสแมวก็อาจจะรู้สึก related

ป.ล. การอ่านหนังสือนี่สามารถทดแทนการเล่น Social ได้ดีมากๆ พอกลับมาอยู่ในโลกของ analog มากขึ้นรู้สึกความกระวนกระวายในใจลดลง มีความสุขมากขึ้นครับ 🙂