ปารีส/พำนัก/คน/รัก/หนังสือ

เป็นหนังสือเล่มหนึ่งจาก ชุดคนรักหนังสือ และค่อนข้างหายาก

ผมได้ลองค้นหาตามร้านหนังสือก็พบว่า ปารีส/พำนัก/คน/รัก/หนังสือ (Time Was Soft There: A Paris Sojourn at Shakespeare & Co.) เป็นหนังสือเก่าที่พิมพ์ครั้งแรกช่วงปี 2005

ราคาของหนังสือเรื่องนี้มือสองก็อยู่ที่ 700 บาท ที่ผมค้นเจอ แต่ตอนนั้นก็ยังไม่ได้ซื้อเพราะมีเรื่อง The Readers of Broken Wheel Recommend ที่ต้องอ่านให้จบก่อน

ผมคิดเหมือนกันว่า ถ้าหาไม่ได้จริงๆ โดนบวกมาก็คงต้องยอม ในวันที่กลับไปซื้อพบว่ามีคนตัดหน้าไปแล้ว จริงๆก็แอบดีใจว่ามีคนสนใจหนังสือหายากเล่มนี้เหมือนกับเรา

โชคดีที่สุดท้ายผมได้เล่มนี้มาจากร้านอื่นในราคาถูกลงมาพอสมควร

หนังสือเล่มนี้เขียนโดย เจเรมี เมอร์เซอร์ (Jeremy Mercer) เป็นการเล่าเรื่องราวอัตชีวประวัติของเขาในช่วงที่อาศัยอยู่และช่วยงานที่ Shakespeare & Co. ร้านหนังสือชื่อดังในปารีส และเริ่มเปิดทำการมาตั้งแต่ปี ค.ศ. 1951

จุดเริ่มต้น Jeremy อดีตเคยเป็นนักข่าวสายอาชญากรรมที่หนังสือพิมพ์แห่งหนึ่งในแคนนาดา แต่มีเหตุไม่คาดฝันทำให้เขาต้องออกจากงาน และเดินทางหนีมาที่ปารีส ซึ่งในช่วงที่ไม่มีทั้งงาน เงินก็ใกล้จะหมด เขาเดินเข้าไปใน Shakespeare & Co. ด้วยความสิ้นหวังและซื้อหนังสือเล่มหนึ่ง

พนักงานในร้านเชิญเขาขึ้นไปดื่มชา และเล่าให้เค้าฟังว่าสถานที่แห่งนี้ เปิดต้อนรับนักเขียน นักประพันธ์ นักสร้างสรรค์ให้เข้ามาพักได้ฟรีด้วย ในวันถัดมาเขาก็ย้ายมาพักที่ร้าน ช่วยงานให้กับ จอร์จ วิตแมน (George Whitman) เจ้าของร้านผู้ใจดี ซึ่งเรื่องที่เขียนในหนังสือเป็นช่วงที่ George มีอายุ 86 ปีแล้ว

George ในวัย 86 ปี กับ Jeremy
หน้าร้าน Shakespeare & Co. ในปารีส

George Whitman เป็นบุคคลสำคัญที่เกี่ยวข้องกับร้านหนังสือ Shakespeare & Co. นอกจากการเป็นเจ้าของร้านหนังสือ เขายังเป็นบุคคลที่มีบทบาทสำคัญในวงการวรรณกรรม และวัฒนธรรมที่มีอิทธิพลมากในชุมชนของนักเขียนและอ่านหนังสือที่อยู่ในปารีส

George ในความรู้สึกของคนทั่วไปอาจจะเป็นคนพิลึก แต่ก็เป็นที่เคารพนับถือของคนที่ได้มาสัมผัส เพราะเป็นคนมีน้ำใจ ชอบช่วยเหลือคนที่ตกยาก เค้ามีคติประจำใจคือ “ให้เท่าที่ให้ได้ รับเท่าที่จำเป็น

ร้านหนังสือของเขาเปิดให้นักเขียนและนักอ่านมาท่องเที่ยวและพักผ่อน แม้ว่าจะไม่มีการจ่ายค่าเช่าหรือค่าใช้จ่ายอื่นๆ แต่เขาต้องการให้ผู้ที่พักอยู่ช่วยเรื่องเล็กๆ ที่ร้าน โดยเช่นยกของ ทำความสะอาด

Jeremy ได้สัมผัสกับชีวิตแปลกใหม่ ซึ่งไม่สะดวกสบาย แต่ก็มีความสุขในท่ามกลางบรรยากาศของร้านหนังสือที่เต็มไปด้วยคนบุคคลิกแปลกๆ ทั้งนักเขียน ศิลปิน และนักกวี เขาได้พบปะผู้คนมากมาย มีทั้งคนดังในวงการวรรณกรรม และคนไร้บ้านที่อาศัยหลับนอนในร้าน

เสน่ห์ของหนังสือคือ การเล่าถ่ายทอดบรรยากาศในปารีส สภาพความเป็นอยู่ ประวัติ ประสบการณ์ชีวิต บุคคลิกของแต่ละตัวบุคคลได้สนุกและเห็นภาพ เรื่องราวที่เกิดขึ้นของ Jeremy เป็นช่วงปี 1999-2000 ถ้าใครทันช่วงนั้นก็จะพอรู้ว่าเทคโนโลยีต่างๆยังไม่ล้ำเหมือนในปัจจุบัน ยังมีการส่ง Postcard และใช้ตู้โทรศัพท์ อ่านไปก็ได้รำลึกความหลังดี 🙂

ผมใช้เวลาอ่านหนังสือเล่มนี้ 8 ชั่วโมง (วันละ 4 ชั่วโมง) จริงๆจะรวดเดียวจบก็ได้ถ้าไม่ติดว่าต้องตื่นไปทำงาน 😛

หนังสือเล่มนี้แน่นอนว่าอยู่ในหมวด non-fiction เพราะเป็นการเล่าเรื่องชีวิตจริงของ Jeremy และบุคคลที่มีตัวตนอยู่จริง แต่ลักษณะการเล่าเรื่องไม่น่าเบื่อ มีจุดให้ชวนติดตามอยู่ตลอด

Shakespeare & Co. ยังคงเปิดให้บริการอยู่จนถึงปัจจุบัน และกลายเป็นสถานที่ท่องเที่ยวยอดนิยมในปารีส และเป็นหมุดหมายที่สำคัญโดยเฉพาะนักอ่าน

The drops of oil and the spoon

เรื่องเล่านึงที่อยู่ในหนังสือ The Alchemist ที่ผมชอบมากคือ เรื่อง The two drops of oil ที่ถูกเล่าโดยตัวละครในหนังสือ

หนุ่มน้อยออกเดินทางตามหา “ชายผู้รอบรู้ที่สุดในแผ่นดิน” ตามคำที่พ่อของเค้าแนะนำ เมื่อเดินทางมาถึง เขาพบกับความวุ่นวายที่บ้านของชายผู้รอบรู้นั้น ผู้คนเข้าออก เดินมาเดินไปไม่ขาดสาย มีเสียงบทสนทนา ผสมกับเสียงดนตรีขับกล่อม

ชายหนุ่มเล่าที่มาที่ไปของการเดินทาง และขอคำแนะนำเรื่องความสุข ชายผู้รอบรู้ฟังจบ กล่าวว่ายังไม่มีเวลาอธิบาย แต่แนะนำให้หนุ่มน้อยสำรวจวัง และกลับมาอีกสองชั่วโมง

ก่อนจากไป ชายผู้วิเศษมอบช้อนให้หนึ่งคัน บนช้อนนั้น มีน้ำมันอยู่สองหยด พร้อมกำชับว่า “เดินสำรวจวังโดยไม่ให้น้ำมันหก”

หนุ่มน้อยเริ่มเดินสำรวจวัง แต่ละห้อง เขาเพ่งพินไปที่ช้อนเท่านั้น เวลาผ่านไปสองชั่วโมง เขาจึงกลับไปพบชายผู้รอบรู้

“เจ้าได้เห็นพรมทอเปอร์เซียในห้องอาหาร และสวนที่ใช้เวลานานถึง 10 ปีในการสร้าง หรือคัมภีร์สวยงามในห้องสมุดหรือไม่?” ชายผู้รอบรู้ถาม

หนุ่มน้อยอับอาย เพราะเขาไม่เห็นอะไรเลย มัวแต่กังวลไม่ให้น้ำมันหก

“กลับไปเถอะ แล้วชื่นชมความมหัศจรรย์ในปราสาทของข้า” ชายผู้รอบรู้กล่าว “เจ้าไม่สามารถไว้ใจใครถ้าไม่รู้จักบ้านของเขา”

หนุ่มน้อยโล่งใจ หยิบช้อน เดินสำรวจวังอีกครั้ง ครั้งนี้เขาสังเกตเห็นความมหัศจรรย์ที่ชายผู้วิเศษกล่าวถึง

เมื่อกลับมา เขารายงานทุกสิ่งที่เห็น

“แล้วน้ำมันสองหยดที่ข้าให้ไปล่ะ?” ชายผู้วิเศษถาม

หนุ่มน้อยมองลง เห็นน้ำมันหายไป

“นี่คือคำแนะนำเดียวที่ข้าจะให้” ชายผู้วิเศษกล่าว “ความสุขคือการเห็นความมหัศจรรย์ของโลก โดยไม่ลืมน้ำมันสองหยดบนช้อน

ซึ่งบทสรุปของเรื่องนี้อาจจะตีความถึง การหาสมดุลในชีวิต อย่ามัวแต่กังวลกับเป้าหมาย (น้ำมัน) จนลืมความสวยงามรอบตัว (ความมหัศจรรย์)

ต้นส้มแสนรัก (My Sweet Orange Tree) รีวิว

“ต้นส้มแสนรัก” เป็นวรรณกรรมเยาวชนคลาสสิก ผลงานของ โจเซ่ เมอโร เดอ วาสคอนเซลอส

ผมเคยได้ยินมานานมาก และเคยโดนสปอยเนื้อเรื่องมาประมาณนึง แต่ก็ไม่เคยสนใจจนมาช่วงหลังๆนี่กลับมาอ่านหนังสือเยอะเลยมีความคิดว่าจะตามเก็บหลายๆเรื่องที่คนชอบแนะนำกัน

ผมใช้เวลาอ่านค่อนข้างนานเมื่อเทียบกับขนาดความหนาของเล่ม ด้วยความที่หนังสือเล่าเรื่องผ่านมุมมองของ “เซเซ่” เด็กวัย 5 ขวบ ที่เต็มเปี่ยมไปด้วยจินตนาการ

การเล่าเรื่องผ่านมุมมองของ เซเซ่ จึงเป็นอะไรที่ตรงไปตรงมา รู้สึกแบบไหน ก็บรรยายออกมาแบบนั้น

เขาสร้างมิตรภาพกับ “มิงกินโย” ต้นส้มในสวนหลังบ้าน จินตนาการของเขา และการสร้างโลกส่วนตัวที่มีตัวละครต่างๆ ช่วยเยียวยาความเจ็บปวดจากโลกภายนอก

มิตรภาพระหว่าง เซเซ่ กับ มิงกินโย แม้จะไม่ใช่สิ่งมีชีวิต แต่กลับเป็นมิตรแท้ที่รับฟัง ปลอบโยน และเข้าใจ

ชีวิตของเซเซ่ เต็มไปด้วยความยากลำบาก ทั้งเผชิญความรุนแรง ความยากจน และความไม่สมบูรณ์แบบของชีวิต

ด้วยความที่ชีวิตของ José Mauro de Vasconcelos ผู้เขียน ในวัยเด็กนั้น เกิดมาในครอบครัวยากจน พ่อของเขาเป็นช่างทำกุญแจ และแม่ของเขาเป็นแม่บ้าน

การเขียนเรื่อง ต้นส้มแสนรัก จึงบรรยายได้สมจริง เพราะอิงจากประสบการณ์วัยเด็กของ โจเซ่ เอง

Quotes ในหนังสือที่ผมชอบ

ความเจ็บปวดมันไม่ใช่การถูกตีจนสลบไสลหรอก ไม่ใช่การถูกเศษแก้วบาดเท้าและถูกเย็บแผลที่ร้านหมอ ความเจ็บปวดคืออะไรอย่างหนึ่งที่ทำให้หัวใจของคุณแตกสลายและต้องตายจากไปโดยไม่อาจที่จะเล่าความลับของคุณให้ใครฟังได้เลย”

“บางทีความสุขก็คือ การที่เรารู้สึกพอใจกับสิ่งที่เรามีอยู่ โดยไม่ต้องไปเปรียบเทียบกับใคร”

“ชีวิตมันสั้นนัก อย่าเสียเวลากับเรื่องไร้สาระ จงใช้ชีวิตอย่างมีความสุขและทำสิ่งที่เรารัก”

“ความฝันเป็นสิ่งสำคัญ มันทำให้เรามีความหวังและแรงบันดาลใจ”

ตอนที่อ่านไปช่วงแรก 1/5 ก็แอบรู้สึกน่าเบื่อนิดนึง แต่พอได้ลองทำความเข้าใจแล้วลองใช้มุมมองแบบเด็ก ก็จะเริ่มเพลินขึ้นเรื่อยๆ

สิ่งที่ผมชอบเกี่ยวกับ character เซเซ่ คือ เป็นเด็กชายที่ฉลาด ใสซื่อ และมองโลกในแง่ดี แม้จะต้องมีชีวิตที่ลำบาก เจอกับปัญหาต่างๆ แต่เขาก็ไม่เคยสูญเสียความหวัง และยังหาแง่มุมดีๆ ในเรื่องที่มันแย่ๆได้

ต้นส้มแสนรัก ในเมืองไทยนั้นมีการแปลอยู่ 2 เวอร์ชั่น

  • สำนวนแปลโดย มัทนี เกษกมล ตีพิมพ์ครั้งแรกในปี 2522
  • สำนวนแปลโดย สมบัติ เครือทอง ตีพิมพ์ครั้งแรกในปี 2545

เล่มที่ผมอ่านแปลโดยคุณ มัทนี ส่วนเวอร์ชั่นของ คุณ สมบัติ ผมยังไม่ได้อ่าน แต่ทั้งสองเวอร์ชั่นก็ได้รับรางวัลทั้งคู่ ผมได้อ่านความเห็นของคนที่อ่านทั้งสองแบบ บอกว่าของ คุณ มัทนี จะแปลได้ตรงใจความ และรักษาอารมณ์ของต้นฉบับ ส่วนของ คุณ สมบัติ จะใช้ภาษาที่เข้าใจง่าย เหมาะกับผู้อ่านรุ่นใหม่

ตัว โจเซ่ เมอโร เดอ วาสคอนเซลอส ผู้เขียน จริงๆแล้วก็มีผลงานการเขียนหลายเล่ม และก็ได้รางวัลเยอะด้วย แต่เล่มที่ดังสุดก็คือ ต้นส้มแสนรัก สิ่งที่น่าทึ่งคือเค้าไม่เคยเข้าเรียนที่โรงเรียน และหัดเขียนอ่านด้วยตัวเอง

ก่อนอ่านผมก็รู้มาว่าตอนจบมันเศร้า แต่พออ่านจริงๆมันก็ไม่ได้เศร้าขนาดนั้น การก้าวผ่านความสูญเสียเป็นเรื่องปกติของชีวิต จะว่าไปมันออกแนว feel good ด้วยซ้ำ

ประทับใจที่ได้อ่านครับ 🙂

Take one day at a time

หนังสืออีกเล่มที่ผม revisit บ่อยมาก พอๆกับ “อะไรไม่จำเป็นก็ทิ้งไป” คือ “KEEP GOING” เขียนโดย AUSTIN KLEON

แก่นสำคัญของหนังสือคือ ทำยังไงให้เราสามารถที่จะทำงาน และ stay creative ได้อย่างต่อเนื่อง ไม่ขึ้นกับว่าจะเป็น good day/bad day หรือ วันที่รู้สึก อยาก/ไม่อยากทำ

บทที่ผมชอบสุดก็น่าจะเป็นบทแรกของเล่ม (จริงๆ แล้ว ก็ชอบทั้งหมด แต่เหมือนตัวเองโดนตกตั้งแต่เปิดอ่านบทแรก)

บทนี้กล่าวถึง ภาพยนต์แนว comedy เรื่อง Groundhog Day

AUSTIN พยายามจะสื่อว่า การทำงาน Creative นั้น คนมักจะมองว่าเป็นการ stepping up หรือ การเดินทางจาก จุด A ไป จุด B

มีนักสร้างสรรค์มากมายที่ใช้ mindset แบบนี้ แล้วก็ตกมาอยู่ในกับดักหรือข้อจำกัดที่ตัวเองสร้างขึ้น มันเหมือนกับว่า ต้องมีอะไรรออยู่ข้างหน้า หรือ วันนึงเราจะ “ไปถึง” อะไรซักอย่างที่รออยู่

การทำงาน creative จริงๆ แล้ว มันคือ daily practice ที่เหมือนการวนกลับมาเริ่มต้นใหม่ทุกวันมากกว่า

การเปรียบเทียบเกี่ยวกับเรื่อง Groundhog Day เป็นอะไรที่เห็นภาพมาก

How we spend our days is, of course, how we spend our lives.

ชีวิตของเรา คือผลรวมของการใช้ชีวิตในละวันๆของเรา

Annie Dillard

ไม่ว่าจะเป็นนักสร้างสรรค์ในแขนงใดก็ตาม อาจจะเป็น นักร้อง นักแต่งเพลง นักเขียน painter ที่ประสบความสำเร็จ หรือมีชื่อเสียง

สิ่งนึงที่ทุกคนได้เจอคือ เราไม่สามารถควบคุมอะไรในชีวิตได้มากมายนัก สิ่งที่เราทำได้คือ ทำวันนี้ให้ดีที่สุด และชีวิตก็จะวนลูปแบบนี้ไปเรื่อยๆ แบบ Phil ที่ใช้ชีวิตอยู่ใน Groundhog Day

ในภาพยนต์ เมื่อ Phil ตระหนักได้ว่า ตัวเองไม่สามารถหลุดออกจากวันเดิมๆ ที่วันกลับมาเริ่มใหม่ได้ สิ่งที่ทำได้ก็คือ ใช้ชีวิตให้มีคุณค่า และน่าจดจำ

เช่นเดียวกับงานสร้างสรรค์ เรามีแค่หน้าที่ทำ สิ่งที่อยู่ตรงหน้าให้ดีที่สุด เท่านั้น เพราะวันข้างหน้าจะเป็นยังไงไม่มีใครรู้

reading list ชุดคนรักหนังสือ

เมื่อวานเพิ่งอ่าน นักอ่านชาวโบรกเคนวีลแนะนำ จบ เป็นหนังสือที่เล่มหนาพอสมควร ใช้เวลาอ่านไปประมาณ 1 อาทิตย์ ใช้เวลาเยอะเพราะเป็นสัปดาห์ที่ค่อนข้างยุ่งด้วย

ไปจดลิสต์หนังสือที่อยู่ใน theme เดียวกันมาคือเป็นเรื่องราวที่มีร้านหนังสือเข้ามาเกี่ยว มีอยู่ประมาณ 9 เล่ม ผมเพิ่งอ่านไป 2 เล่ม จาก 9 (ที่ขีดเส้นไว้) คาดว่าจะเก็บให้หมดในปีนี้

  • ปารีส/พำนัก/คน/รัก/หนังสือ Time was soft there : A Paris Sojourn at Shalespeare & Co. โดย Jeremy Mercer
  • เฮย์-ออน-ไวย เมือง/รัก หนังสือ Sixpence House : Lost in a Town of Books โดย Paul Collins
  • เฟอร์มิน หนู/รัก/หนังสือ Firmin Adventure of a Metropolitan Lowlife โดย Sam Savage
  • ร้านหนังสือ 24/7 ของคุณเพนุมบรา Mr. Penumbra’s 24-Hour Bookstore โดย Robin Sloan
  • หนังสือ/เมืองเล็ก/ความรัก นักอ่านชาวโบรกเคนวีลแนะนำ The Readers of Broken Wheel recommended โดย Katarina Bivald
  • จดหมาย/รัก/หนังสือ จากเกิร์นซีย์ The Guernsey Literary and Potato Peel Pie Society โดย Mery Ann Shaffer & Annie Baroows
  • บันทึก/คนขาย/หนังสือ The Diary of Bookseller โดย Shaun Bythell
  • หนังสือ/ห้องสมุด/เปลวไฟ The Library Book เหตุเพลิงไหม้หอสมุดกลางนครลอสแองเจลิส โดย Susan Orlean
  • ทะเลไร้ดาว/โจรสลัด/รัก/หนังสือ The Starless Sea โดย Erin Morgenstern

ส่วนตัวผมรู้สึกชอบความรู้สึกของการอ่านหนังสือ ธีม นี้นะ แม้ว่าตัวเองจะไม่ได้เข้าข่ายเป็นนักอ่านตัวยงอะไร แต่การที่ผู้เขียนจะเขียนหนังสือแบบนี้ออกมา แน่นอนล่ะ เจ้าตัวก็คงเป็นนักอ่านอยู่แล้ว เพราะมันต้องมีการอ้างอิงถึงหนังสือและนักเขียนคนอื่นอีกเป็นสิบคน

อย่างหนังสือ The Readers of Broken Wheel recommended ก็พูดถึงหนังสือเล่มอื่นหลายเล่มมากที่ผมไม่รู้จัก ซึ่งมันคงจะสนุกกว่านี้แน่ถ้า ได้เข้าใจ context ทั้งหมด

การมี setting ในหัว เรื่องหน้าตา บุคคลิกของตัวละคร และสถานที่ ก็จะทำให้การอ่านมีอรรถรสมากขึ้น

ส่วนเรื่อง บันทึก คนขาย หนังสือ ก็เป็นเหมือนอ่าน diary หรือ บล็อก ของเจ้าของร้าน แต่ก็มีสอดแทรกความเห็น และความรู้เกี่ยวกับหนังสือเข้ามาเป็นช่วงๆ

ทั้งสองเรื่อง เนื้อหาไม่หนัก ออกจะเบาสมอง ผมใช้อ่านก่อนนอนก็เพลินดี