การเงินส่วนบุคคล

เมื่อก่อนเคยดูรายการของ Suze Orman เป็นรายการที่ให้ความรู้เกี่ยวกับการเงินส่วนบุคคล

มันก็จะมีอยู่ช่วงนึงที่เปิดโอกาสให้คนทางบ้าน โทรเข้ามาสอบถามว่า “สถานะการเงิน” ของตัวเอง(คนที่โทรมา) เป็นยังไงบ้าง

โดยสายจากทางบ้านต้องแจ้งว่า มีรายรับเท่าไหร่ ,มีเงินเก็บเท่าไหร่ ,portfolio การลงทุนเป็นยัง ,ค่าใช้จ่ายที่เป็น fix ต่อเดือนเท่าไหร่ ,ทำอาชีพอะไร ฯ และถ้ามีแผนซื้อของ ลงทุน ไปเที่ยวด้วย budget เท่านี้ จะได้มั้ย

Suze ก็จะตอบว่า Approved ถ้าดูแล้วสถานะการเงินของคนๆนั้นอยู่ในเกณฑ์ที่ใช้จ่ายได้ และจะถูก Denied หากสุขภาพทางการเงินโดยเฉพาะเงิน savings ยังไม่โอเค

ยกตัวอย่างสายที่โทรมาเช่น “ถ้าชั้นเงินเดือน 30,000 มีรายจ่ายต่อเดือน 28,000 มีเงินเก็บอยู่ 50,000 อยากจะไปเที่ยวฮ่องกง 3 วัน 2 คืน ราคา 15,000 …. ชั้นสามารถจะไปได้มั้ย?” … และแน่นอนว่าถ้าเราได้ดูรายการมาประมาณนึงเราก็จะพอเดาคำตอบได้ว่า

YOU ARE DENIED!!!

เพราะเหตุผลง่ายๆก็คือ ใช้เงิน 15,000 จาก 50,000 โดย คิดเป็นตั้ง 30% ของเงินเก็บ แล้วถ้าเกิดเหตุการณ์ไม่คาดฝันต้องออกจากงาน หรือไม่มีรายรับ 6 เดือน จะทำยังไง

ตอนที่นั่งดู ก็เกิดคำถามนะว่า “เรื่องแบบนี้ต้องถามด้วยเหรอวะ?” ,  “คนเราต้องมีเงินเก็บ เผื่อเหลือ เผื่อขาด เท่าไหร่ ไม่รู้เลยเหรอ?”

ซึ่งพอได้พบปะและได้พูดคุยกับผู้คนมากขึ้น ก็ทำให้รู้เลยว่า มีหลายคนมากที่ไม่รู้ บางคนไม่ได้ใส่ใจ บางคนก็พยายามไม่รับรู้เพราะรับความจริงไม่ได้ แต่ที่แน่ๆ เรื่องอะไรแบบนี้ ที่โรงเรียนไม่มีสอนแน่นอน

มีคนหลายคนที่ลึกๆแล้วปฏิเสธที่จะรับรู้สถานการณ์การเงินของตัวเอง เพราะ แน่นอนว่าตัวเลขที่ติดลบ หรือ การรับรู้ปัญหาการเงินของตัวเอง มันเป็นเรื่องเจ็บปวด

แต่จริงๆแล้ว มันเป็นแค่การคิดไปเอง เพราะยังไงถ้าเราไม่คิดจะเปลี่ยน และแก้ปัญหาของตัวเอง สถานการณ์ต่างๆ มันก็คงเมื่อเดิม

ในหนังสือ ชีวิตดีขึ้นทุกๆ ด้านด้วยการจัดบ้านแค่ครั้งเดียว ของ Marie Kondo มันจะมีหลักสำคัญอยู่ สองอย่างคือ คุณต้องเอาของทั้งหมด ออกมาวางกองดู และค่อยๆจัดการทีละเรื่อง

ซึ่งหลักการนี้มันเป็นอะไรที่ใช้ได้จริง เพราะหัวใจสำคัญของการแก้ปัญหาใดๆก็ตาม คุณต้องเอาปัญหาที่มี เอาขึ้นมาดู เพื่อให้เห็นสถานการณ์ทั้งหมดก่อน จากนั้นก็ค่อยแก้จากเรื่องง่ายไปยาก ไม่ต่างจากการแก้ปัญหาการเงินส่วนบุคคล

การทำบัญชี รายรับ รายจ่าย อย่างละเอียดคือคำตอบ อย่างละเอียดหมายถึง มีการบันทึกด้วยว่า มีทรัพย์สินอะไร มีหนี้เท่าไหร่ ภาระดอกเบี้ยเป็นยังไง ฯ

และสำคัญที่สุด การรู้ว่า “ความสุขของเราคืออะไร?” ซึ่งเรื่องนี้ หนังสืออย่าง The Psychology of Money ก็มีพูดถึง

การที่เราไม่รู้ว่าความสุขของตัวเองคืออะไร สุดท้ายเราจะไล่ตาม ใช้จ่ายในสิ่งที่คนอื่นบอกว่าเป็นความสุข และพอมันแก้ไม่ถูกจุด มันก็จะถลำลึก กลายเป็นปัญหาการเงินที่ใหญ่ขึ้น

 

Too many people spend money they haven’t earned to buy things they don’t want to impress people they don’t like.

— Will Rogers

 

การใช้เงินที่เราไม่มี ไปซื้อของที่เราไม่ได้ต้องการ มีแต่จะสร้างความทุกข์ใจ

หากเราได้ รื้อค้น พิจารณาสถานะการเงินของตัวเอง ทำบัญชี รายรับ รายจ่าย รู้ว่าวันนี้ เดือนนี้ จ่ายให้กับเรื่องอะไรไปเท่าไหร่บ้าง และถ้าเรายังมีแผนที่จะไปเที่ยว หรือซื้อของฟุ่มเฟือย

เราจะรู้คำตอบของคำถามที่ว่า “ชั้นจะยังสามารถซื้อของชิ้นนี้ได้มั้ย?” ได้ด้วยตัวเอง