การลดน้ำหนัก

ถ้าพูดถึงเรื่องการออกกำลังกาย ที่ผ่านมาผมลองเล่นมาหลายอย่างมาก เล่นบาส ตีแบต ตีกอล์ฟ แต่สุดท้ายก็มาจบที่การวิ่ง

จุดเริ่มต้นของการมาวิ่ง ก็น่าจะมาจากตอนไปสมัครฟิตเนส เมื่อ 7 ปีก่อน เพราะอยากจะลดความอ้วน หลังจากที่พบว่าตัวเองทำน้ำหนัก New high ไปแตะ 103 ก.ก.!!

เริ่มสังเกตตัวเองว่า พอไปถึงฟิตเนส ก็จะชอบเดินๆวิ่งๆ บน treadmill ซะส่วนใหญ่ มีไปลองเวทอะไรบ้าง แต่ก็ไม่คิดจะเอาดีทางนั้น

เวลาที่ไปถึงฟิตเนสช่วงแรกก็คือจะมีวินัยมากไปถึงตั้งแต่ตอนฟิตเนสเปิดประมาณ 6 โมงเช้า

ยังจำความรู้สึกและได้ว่าตอนเดินบนลู่วิ่งประมาณ 5 นาทีแรกรู้สึกเหนื่อยแทบแย่ เพราะว่าเป็นช่วงที่ร่างกายพังและห่างเหินจากการออกกำลังกายมานาน

ยังแอบสังเกตคนที่วิ่งลู่วิ่งอยู่ข้างข้างว่า “เค้าเก่งจังเลยนะ วิ่งต่อเนื่องได้เป็นครึ่งชั่วโมง”

ด้วยความที่รู้สึกเสียดายเงินค่าสมัครฟิตเนสไปถ้าจำไม่ผิดจะอยู่ที่เดือนละประมาณ 2400 บาท (ตอนนั้นไปเล่นได้ต่อเนื่องจนเกือบปี) หลังจากผ่านไปสามเดือนของการกลับมาออกกำลังกาย น้ำหนักเริ่มลงมาอยู่ที่ 90 ก.ก.

ตอนนั้นเริ่มวิ่งบนลู่วิ่งได้นานขึ้นเลยมั่นใจว่าตัวเองน่าจะออกไปวิ่งตามสนามกีฬาหรือจุดออกกำลังกายที่เป็น outdoor บ้าง

พอก็มีความสนใจเกี่ยวกับการวิ่งมากขึ้นก็เลยไปอ่านในกรุ๊ปวิ่ง เริ่มซื้อรองเท้าที่เหมาะกับการวิ่งมากขึ้น

ผมว่าข้อดีของการเอาตัวเองไปแวดล้อมด้วยคนที่ชอบอะไรเหมือนเหมือนกัน และมีความเชื่อเหมือนกัน มันก็เป็นตัวช่วยกระตุ้นและส่งเสริม ทำให้เราไม่ออกนอกลู่นอกทางดี

อย่างในกรณีนี้ผมเอาตัวเองเข้าไปอยู่ในกรุ๊ปของคนที่ดูแลและรักษาสุขภาพ มันก็ทำให้ตัวเองรู้สึกว่าต้องปรับเรื่องอาหารการกิน และวิธีการการกิน

จนทำให้ตัวเองค้นพบวิธีการ IF หรือ intermittent fasting และสุดท้ายน้ำหนักก็กลับมาอยู่ที่ 77 ก.ก. ได้

เคยอ่านเรื่องราวของคนที่ตั้งใจลดน้ำหนักมาหลายเคสเหมือนกัน และก็คิดว่ามันเป็นเรื่องเหลือเชื่อนะที่ลดน้ำหนักกันเป็น 30-40 กิโลได้

พอมาทดลองทำกับตัวเองก็เลยรู้ว่ามันเป็นไปได้ถ้าเราตั้งใจ

สรุปเรื่องการลดน้ำหนักของผมก็ไม่ได้มีอะไรซับซ้อน หลักๆก็มี

  • การออกกำลังกายแบบไม่หักโหมเกินไป (เดิน-วิ่ง วันละ 10,000 ก้าว)
  • ลดของหวานและอาหารพวกแป้ง
  • นอนก่อนสี่ทุ่ม และนอนให้ได้ 7 ชั่วโมง
  • ทำ IF 8/16 ชั่วโมง
  • และที่สำคัญ ห้ามใจร้อน (ถ้าตั้งเป้าลด 10 กิโลก็อาจจะตั้งเป้าซัก 6-10 เดือน) แต่ถ้าเปลี่ยนพฤติกรรมแบบถาวรได้ คือ ดีที่สุดครับ

จริงๆเรื่องเกี่ยวกับเรื่องการวิ่ง ยังอยากเล่าต่ออีกเยอะมากแต่เดี๋ยวคงมาเขียนในโพสต์หน้าครับ 😊

“โรคดิเมนเชีย” (Dementia) และการป้องกัน

คนส่วนใหญ่เข้าใจว่า อาการเจ็บป่วยอย่างโรค “โรคดิเมนเชีย” (Dementia) เป็นสิ่งที่ไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้ เมื่อคนเราอายุมากขึ้น เราก็มักจะยอมจำนนกับความเชื่อว่ามันเป็นเรื่องปกติ

David Raichlen ผู้เชี่ยวชาญทางด้านสมอง ได้เล่าให้ฟังว่า โรคดิเมนเชีย เป็นสิ่งที่สามารถป้องกันได้ และลดความเสี่ยงได้อย่างมีนัยยะ

“โรคดิเมนเชีย” (Dementia) บางคนอาจจะเข้าใจว่าแปลว่า โรคสมองเสื่อม แต่อาจจะไม่ถูกต้องซะทีเดียวเพราะ โรคดิเมนเชียไม่ได้เป็นเพียงการเสื่อมสภาพของสมองเท่านั้น

แต่เป็นภาวะที่มีความผิดปกติในการทำงานของสมองต่างๆ ทำให้ผู้ป่วยมีปัญหาในการคิด จดจำ และปฏิบัติตามคำสั่งต่างๆ ซึ่งอาจทำให้เกิดผลกระทบต่อชีวิตประจำวันและคุณภาพชีวิตทั้งของผู้ป่วยและครอบครัว

คำแนะนำหลักๆ ที่ David ให้ก็คือ การออกกำลังกาย หรือ more physical activities

การออกกำลังกายไม่เพียงช่วยเสริมสร้างระบบอวัยวะภายในร่างกาย แต่ยังมีผลที่ดีต่อสมองของมนุษย์ด้วย

David กล่าวถึง ความเชื่อที่ผิดของทฤษฎีเก่าๆในวงการสมองวิทยา ซึ่งเคยกล่าวว่าสมองไม่สามารถสร้างเซลล์ประสาทใหม่ในวัยผู้ใหญ่

แต่ในยุคที่เป็นหลักฐานใหม่ พบว่าการออกกำลังกายทำให้เกิดการสร้างเซลล์ประสาทใหม่ในส่วนของสมองที่เกี่ยวข้องกับการจดจำ ทำให้เกิดผลกระทบที่ดีต่อสมองของมนุษย์

ในรายการ Diary of a ceo David ได้แนะนำแนวทางการใช้ชีวิตเพื่อลดความเสี่ยงโรค “โรคดิเมนเชีย” (Dementia) ไว้ดังนี้

  1. พยายาม exercise ทุกวัน ตาม standard ของ Heath organization คือ 150 นาทีต่อสัปดาห์
  2. การ exercise อาจจะเป็นการเดินให้ไม่ต่ำกว่า 5000 ก้าวต่อวัน หรือ ถ้าเต้นแอโรบิคได้ก็ดี
  3. หลีกเลี่ยงการนอนหลับที่เยอะหรือน้อยเกินไป sweet spot อยู่ที่ประมาณ 7 ชั่วโมงต่อวัน
  4. หลีกเลี่ยงการนั่งต่อเนื่องเกินสองชั่วโมง และในหนึ่งวันไม่ควรนั่งนานเกิน 9 ชั่วโมง (การนั่งนานเกิน 9 ชั่วโมง เพิ่มความเสี่ยงที่จะเป็นโรคดิเมนเชียมากขึ้นถึง 60%)
  5. พยายามเอาตัวเองไปเรียนรู้อะไรใหม่ๆ อาจจะเป็นการคิดคำนวณ หรือหลักสูตรอะไรที่ให้ใช้ความคิด ความจำ
  6. หลีกเลี่ยงการดื่มแอลกอฮอล์ หรือ ผู้ชายดื่มไม่เกินสองแก้ว ผู้หญิงดื่มไม่เกินหนึ่งแก้วต่อ วัน
  7. พยายามปรับอาหารให้เป็น plant based มากขึ้น การกินสไตล์ เมดิเตอร์เรเนี่ยน ที่เน้นผัก ผลไม้ ดีมาก

อัตราการเป็นโรคดิเมนเชียของคนในยุคปัจจุบันเพิ่มสูงขึ้น ตามสถิติของคนในอเมริกาปัจจุบันมีมากกว่า 6 ล้านคน และเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ

โรคดิเมนเชียส่งผลกระทบกับตัวผู้ป่วยเองและครอบครัว การป้องกันนั้นเป็นอะไรที่ไม่เห็นผลในทันที แต่ถ้าเราได้รู้แล้วว่ามันใกล้ตัวกว่าที่คิด ก็เริ่มค่อยๆปรับตารางการใช้ชีวิตแบบที่ David แนะนำ ดูแล้วก็ไม่ได้ยากเกินไป

เงาะ

ผมทำงานอยู่ในสายงานขาย และการตลาดมาได้ 20 ปีพอดี

จำได้ว่าช่วงที่เข้าทำงานไปเป็น sales แรกๆ จะถูกส่งไป train ในหลักสูตรต่างๆเยอะมาก

เป็นความโชคดีอย่างนึงของการได้เข้าทำงานในบริษัทมหาชนที่มีระบบ ขั้นตอน และแผนงาน ในการที่ฝ่ายบุคคลต้องส่งบุคลากรของบริษัทไปอบรม เพื่อพัฒนาศักยภาพอยู่เนืองๆ

ค่าใช้จ่ายการฝึกอบรมแต่ละครั้งมีตั้งแต่หลักหมื่นถึงหลักแสนต่อวัน ซึ่งบริษัทออกให้ฟรี

แน่นอนว่าหลักสูตรนึงที่พนักงานขายต้องเข้า ก็คือเรื่องการเป็นนักขายนั่นเอง

เวลาพูดถึงคำว่า sales หรือ พนักงานขาย คนส่วนใหญ่อาจจะนึกภาพถึงคนที่เข็นกระเป๋าแล้วไปกดกริ่งตามบ้านเพื่อเสนอขายสินค้า

แต่งานขายที่ผมทำจะเป็นลักษณะของการเป็นที่ปรึกษา ดีลงาน ติดต่องาน เสนอราคา ให้กับตัวแทนจำหน่ายสินค้า และการหน่วยงานต่างๆ

ในหลักสูตรของพนักงานขาย ก็จะมีเรื่องที่เราพอจะเดาออก เช่น เรื่องของการพัฒนาบุคคลิกภาพ การแต่งตัวพูดจา เทคนิคการปิดการขาย และรวมไปถึงการขับขี่อย่างปลอดภัย

แต่มีเรื่องนึงที่ผมยังจำอยู่เสมอ คือเรื่องของการบริหารความสัมพันธ์

อาจารย์ที่สอนเป็นนัก coaching ที่เป็นที่รู้จักประมาณนึง (ขออภัยผมจำชื่อไม่ได้แล้ว)

อาจารย์ยกตัวอย่างเรื่อง ความสัมพันธ์ กับ เงาะ

การที่เราอยู่ในสายงานขาย เราต้องพบปะผู้คนเยอะมาก การวางตัวให้เหมาะสมเป็นเรื่องที่สำคัญยิ่ง

อาจารย์ยกตัวอย่างให้เข้าใจง่าย เกี่ยวกับ ความสัมพันธ์ของเรากับลูกค้า

ถ้าเราห่างกับลูกค้ามากเกินไปก็เป็นเหมือนเปลือกเงาะ ลูกค้าไม่ได้สนใจเรา จำชื่อเราไม่ได้ สุดท้ายก็ไม่ได้เกิดการขาย

ถ้าเราสนิทกับลูกค้ามากเกินไปก็เป็นเหมือนเมล็ดเงาะ ลูกค้าอาจจะชอบพอเรา คุยกับเราเหมือนเพื่อนสนิท ไปเที่ยว ไปมาหาสู่กัน แม้จะได้ขายของ แต่เราก็จะไม่กล้า และเกรงใจ เวลาที่เราต้องการเอ่ยปากเรื่องของการซื้อขาย

การรักษาระยะห่างให้ไม่ใกล้ไม่ไกลเป็นเหมือนเนื้อเงาะ ลูกค้าจำเราได้ เราได้ขายของ และต่อรองเรื่องราคาได้สะดวกใจกว่า

เรื่องนี้มีประโยชน์สามารถนำไปใช้ได้กับความสัมพันธ์อย่างอื่นได้เช่นกัน อย่างครอบครัว หรือ เพื่อน ส่วนเรื่องจะบอกว่าจุดไหนที่พอดีก็ต้องไปปรับกันเองแต่ละบุคคล

แน่นอนว่า เป็นเรื่องที่ผมจำได้ แต่ไม่ได้หมายความว่า ผมเรียนอะไรมา ก็ทำตามไปซะหมด

การบริหารความสัมพันธ์เป็นเรื่องละเอียดอ่อน สำหรับคนที่เป็นพนักงานขาย เราต้องระลึกไว้เสมอว่า เราทำงานกับคนที่มีชีวิต ความคิด จิตใจ ไม่ใช่ case study ที่อยู่ในตำรา

จากประสบการณ์ที่ผ่านมา ผมไม่มีอุปสรรคอะไรถ้าจะต้องขายของบนความสัมพันธ์แบบเมล็ดเงาะ ยังไงการเข้าไปนั่งในใจของลูกค้า และเป็น top of mind ของลูกค้าเวลาที่เค้ามีปัญหา หรือต้องการที่ปรึกษา เราก็ได้เปรียบคู่แข่งคนอื่นหลายขุมแล้ว

ส่วนถ้าใครรู้ว่าความสัมพันธ์ของตัวเองกับลูกค้าเป็นแบบเปลือกเงาะ ก็คงต้องขยันทำงานเพิ่มขึ้นแล้วนะ!

Chasing NO

เวลาที่เรามีไอเดียทำธุรกิจอะไรซักอย่าง สื่งที่เรามักจะได้รับคำแนะนำ จากผู้รู้ และคนรอบข้างก็คือ ให้ศึกษาตลาด หา Product market fit หรือ ทำ research ให้ดีซะก่อน

ถ้าสมมติว่าไอเดียการทำธุรกิจของเรามันแหวกแนว แปลกประหลาด และไม่เคยมีใครทำมาก่อน แล้วเราจะเอาข้อมูลที่ไหนมาศึกษาก่อนจะตัดสินใจ

Steven Gadlin เป็นอีกหนึ่งคนที่มีไอเดียทำธุรกิจที่แหวกแนว และได้เข้าร่วมรายการ Shark Tank เพื่อต้องการหาผู้ร่วมลงทุน

(รายการ Shark Tank เป็นรายการเรียลลิตี้โชว์เชิงธุรกิจที่เปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการนำเสนอไอเดียและแผนธุรกิจของตัวเองต่อหน้าเหล่านักลงทุน หรือ “ชาร์ก” (Shark) ซึ่งเปรียบเสมือนฉลามที่พร้อมจะลงทุนในธุรกิจที่พวกเขาเห็นศักยภาพ

รูปแบบรายการคือ ผู้ประกอบการแต่ละคนจะมีเวลา 10-15 นาทีในการนำเสนอจุดเด่น กลยุทธ์ และแผนการเติบโตของธุรกิจ ชาร์กจะถามคำถาม วิเคราะห์จุดแข็งและจุดอ่อน ตัดสินใจว่าจะลงทุนหรือไม่ และเสนอข้อตกลง ผู้ประกอบการสามารถเลือกที่จะตกลงหรือปฏิเสธข้อเสนอจากชาร์ก

รายการ Shark Tank ได้รับความนิยมไปทั่วโลก ออกอากาศในกว่า 40 ประเทศ เป็นแหล่งข้อมูลและแรงบันดาลใจให้กับผู้ประกอบการรุ่นใหม่)

ซึ่งธุรกิจของ Steven Gadlin ก็คือ การรับจ้างวาดรูปแมว ในราคารูปละ $25 หรือประมาณ 800 บาท ผ่านเว็บไซต์ของเค้าที่ชื่อ iwanttodrawacatforyou

สิ่งที่ทำให้ธุรกิจของ Steven นั้นน่าสนใจ หลักๆไม่ใช่เรื่องของผลิตภัณฑ์ แต่เป็นวิธีการนำเสนอ

เงินลงทุนที่ Steven ต้องการ ก็อยู่ที่ $10,000 เผื่อแลกกับ หุ้น 25% ของบริษัท

สุดท้ายเค้าสามารถเอาชนะใจ Mark Cuban หนึ่งใน Shark และได้เงินลงทุนถึง $25,000 และกับหุ้น 33%

ผลลัพธ์หลังจากได้ออกรายการ Shark Tank ทำให้ Steven เป็นที่รู้จักมากขึ้น และทำให้ธุรกิจของสามารถทำยอดขายจากการวาดรูป และขายสินค้า จนมี revenue มากกว่า $500,000

Steven ได้เล่าให้ฟังในภายหลังผ่าน Ted Talk ว่า ไม่ว่าโปรเจคอะไรก็แล้วแต่ที่เค้าคิดมันล้วนแต่สุดโต่งและบ้ามากๆ เพราะฉะนั้นถ้าเค้ามีความคาดหวัง หรือมุ่งเป้าว่ามันจะต้องสำเร็จ และมีแต่คน say yes เค้าคงไม่ได้ทำ

เค้าเลยคิดว่า งั้นแทนที่จะ chasing YES เค้าขอเป็น chasing NO แทนแล้วกัน

ด้วยการมี mindset แบบนี้ทำให้ Steven ไม่กลัวที่จะล้มเหลว และพร้อมจะกระโดดเข้าไปทำอะไรที่คนอื่นไม่เคยคิดจะทำอยู่เสมอ

Seth Godin นักเขียนชื่อดังได้บอกว่า ถ้ามันมีสิ่งนึงที่คุณรู้ว่า สุดท้ายคุณจะล้มเหลว แต่คุณก็ยังอยากทำอยู่ ก็ให้ทำเลย

แน่นอนว่า Seth ไม่ได้หมายถึงอะไรที่มันมีราคาต้องที่จ่ายเยอะแบบล่มจมถ้าพลาด มันอาจจะเป็นอาชีพ เสริม ,side hustle หรือ ธุรกิจที่ไม่ได้ลงทุนมากมายอะไร ติดอยู่แค่คุณเลิกคิดถึงมันไม่ได้

สุดท้ายแล้วมันก็เป็นแค่ การเอาชนะความกลัวในใจของเราเองนั่นแหล่ะ

ถึงแม้ปลายทางที่เราต้องเจอจะเป็นการถูกปฏิเสธ แต่มันก็เป็นแค่ event นึง ไม่ใช่เรื่องใหญ่อะไร

เหมือนกรณีของ Steven Gadlin ถ้ามันไม่สำเร็จ หรือถูกปฏิเสธ ก็แค่ move on แล้วหาสิ่งใหม่ต่อไป เท่านั้นเอง

The drops of oil and the spoon

เรื่องเล่านึงที่อยู่ในหนังสือ The Alchemist ที่ผมชอบมากคือ เรื่อง The two drops of oil ที่ถูกเล่าโดยตัวละครในหนังสือ

หนุ่มน้อยออกเดินทางตามหา “ชายผู้รอบรู้ที่สุดในแผ่นดิน” ตามคำที่พ่อของเค้าแนะนำ เมื่อเดินทางมาถึง เขาพบกับความวุ่นวายที่บ้านของชายผู้รอบรู้นั้น ผู้คนเข้าออก เดินมาเดินไปไม่ขาดสาย มีเสียงบทสนทนา ผสมกับเสียงดนตรีขับกล่อม

ชายหนุ่มเล่าที่มาที่ไปของการเดินทาง และขอคำแนะนำเรื่องความสุข ชายผู้รอบรู้ฟังจบ กล่าวว่ายังไม่มีเวลาอธิบาย แต่แนะนำให้หนุ่มน้อยสำรวจวัง และกลับมาอีกสองชั่วโมง

ก่อนจากไป ชายผู้วิเศษมอบช้อนให้หนึ่งคัน บนช้อนนั้น มีน้ำมันอยู่สองหยด พร้อมกำชับว่า “เดินสำรวจวังโดยไม่ให้น้ำมันหก”

หนุ่มน้อยเริ่มเดินสำรวจวัง แต่ละห้อง เขาเพ่งพินไปที่ช้อนเท่านั้น เวลาผ่านไปสองชั่วโมง เขาจึงกลับไปพบชายผู้รอบรู้

“เจ้าได้เห็นพรมทอเปอร์เซียในห้องอาหาร และสวนที่ใช้เวลานานถึง 10 ปีในการสร้าง หรือคัมภีร์สวยงามในห้องสมุดหรือไม่?” ชายผู้รอบรู้ถาม

หนุ่มน้อยอับอาย เพราะเขาไม่เห็นอะไรเลย มัวแต่กังวลไม่ให้น้ำมันหก

“กลับไปเถอะ แล้วชื่นชมความมหัศจรรย์ในปราสาทของข้า” ชายผู้รอบรู้กล่าว “เจ้าไม่สามารถไว้ใจใครถ้าไม่รู้จักบ้านของเขา”

หนุ่มน้อยโล่งใจ หยิบช้อน เดินสำรวจวังอีกครั้ง ครั้งนี้เขาสังเกตเห็นความมหัศจรรย์ที่ชายผู้วิเศษกล่าวถึง

เมื่อกลับมา เขารายงานทุกสิ่งที่เห็น

“แล้วน้ำมันสองหยดที่ข้าให้ไปล่ะ?” ชายผู้วิเศษถาม

หนุ่มน้อยมองลง เห็นน้ำมันหายไป

“นี่คือคำแนะนำเดียวที่ข้าจะให้” ชายผู้วิเศษกล่าว “ความสุขคือการเห็นความมหัศจรรย์ของโลก โดยไม่ลืมน้ำมันสองหยดบนช้อน

ซึ่งบทสรุปของเรื่องนี้อาจจะตีความถึง การหาสมดุลในชีวิต อย่ามัวแต่กังวลกับเป้าหมาย (น้ำมัน) จนลืมความสวยงามรอบตัว (ความมหัศจรรย์)