เรื่องที่อยู่เหนือการคำนวณ

อาร์ชิบัลด์ วิเวียน ฮิลล์ (Archibald Vivian Hill) หรือ เอ.วี. ฮิลล์ เป็นนักสรีรวิทยาและเป็นนักวิ่ง เขาได้รับรางวัลโนเบลสาขาสรีรวิทยาหรือการแพทย์ ประจำปี 1922 จากการไขปริศนาการผลิตความร้อนและการใช้แรงงานของกล้ามเนื้อ

ด้วยความที่ตัวเองเป็นนักวิ่งและสงสัยว่า มนุษย์สามารถวิ่งได้เร็วสุดขนาดไหน จึงเป็นที่มาของการทดลองเกี่ยวกับ Oxygen consumption และ Performance ของนักกีฬา ซึ่งเป็นพื้นฐานในการศึกษาเรื่อง Vo2Max ในเวลาถัดมา

ในห้องทดลองของ Hill นั้นสามารถคำนวณได้แม่นยำว่า นักวิ่งคนนี้จะวิ่งได้ความเร็วสูงสุดเท่าไหร่ ซึ่งผลการทดลองก็ออกมาตรงค่อนเป๊ะตามที่คำนวณ

แต่สิ่งนึงที่สร้างความสงสัยให้ Hill คือ เค้าไม่สามารถจะทายผลลัพธ์ว่าใครจะได้เหรียญทองการแข่งโอลิมปิคในกีฬาวิ่งได้ ผ่านการคิดคำนวณจากสูตรแบบในห้อง lab

แน่นอนว่า ในการแข่งโอลิมปิกมันมีการเดิมพันที่สูงมาก รวมไปถึงความกดดัน และสภาพแวดล้อมต่างๆ ที่อยู่นอกเหนือการนำมาวิเคราะห์

Morgan Housel ผู้เขียนหนังสือ Same as Ever ได้ยกตัวอย่างนี้ในบทนึงของหนังสือ โดยให้ข้อคิดว่า เรามักจะเข้าใจว่า มนุษย์เป็นสิ่งมีชีวิตที่ใช้เหตุผล และสามารถคาดเดาพฤติกรรมได้ด้วยการใช้ตรรกะ คิด คำนวณ

เช่นเดียวกับเรื่องการเงิน การลงทุน เรามักจะคิดว่า ผู้คนตัดสินใจเรื่องเงินแบบเป็นเหตุเป็นผล และสามารถคาดการณ์ตลาดได้หากมีข้อมูล ซึ่งบ่อยครั้งผลลัพธ์ออกมาตรงกันข้ามกับที่เราคิด เพราะมันมีปัจจัยอื่นๆ ที่เข้ามาเกี่ยวข้อง แถมเป็นตัวแปรสำคัญที่ส่งผลต่อเหตุการณ์นั้นๆ

ในความเป็นจริง ถึงแม้จะเป็นคนๆเดียวกัน หากมีเรื่องของอารมณ์และบริบทอย่างอื่นเข้ามาเกี่ยว ก็อาจจะทำให้กลายเป็นอีกคนนึงได้โดยสิ้นเชิง

ถ้าจะให้เห็นภาพชัดๆ

สมมติว่าวันนี้เราสามารถวิ่งความเร็วสูงสุดได้ 1 กิโลเมตรโดยใช้เวลา 5 นาที และไม่เคยได้เร็วกว่านี้ แล้วอยู่ดีๆ ก็มีคนมาตั้งเดิมพันกับเราโดยจะให้เงิน 10 ล้านบาทถ้าเราวิ่งได้ 4:59 นาที

เชื่อว่าผลลัพธ์คงไม่ใช่ 5 นาทีแน่นอน 🙂

ปารีส/พำนัก/คน/รัก/หนังสือ

เป็นหนังสือเล่มหนึ่งจาก ชุดคนรักหนังสือ และค่อนข้างหายาก

ผมได้ลองค้นหาตามร้านหนังสือก็พบว่า ปารีส/พำนัก/คน/รัก/หนังสือ (Time Was Soft There: A Paris Sojourn at Shakespeare & Co.) เป็นหนังสือเก่าที่พิมพ์ครั้งแรกช่วงปี 2005

ราคาของหนังสือเรื่องนี้มือสองก็อยู่ที่ 700 บาท ที่ผมค้นเจอ แต่ตอนนั้นก็ยังไม่ได้ซื้อเพราะมีเรื่อง The Readers of Broken Wheel Recommend ที่ต้องอ่านให้จบก่อน

ผมคิดเหมือนกันว่า ถ้าหาไม่ได้จริงๆ โดนบวกมาก็คงต้องยอม ในวันที่กลับไปซื้อพบว่ามีคนตัดหน้าไปแล้ว จริงๆก็แอบดีใจว่ามีคนสนใจหนังสือหายากเล่มนี้เหมือนกับเรา

โชคดีที่สุดท้ายผมได้เล่มนี้มาจากร้านอื่นในราคาถูกลงมาพอสมควร

หนังสือเล่มนี้เขียนโดย เจเรมี เมอร์เซอร์ (Jeremy Mercer) เป็นการเล่าเรื่องราวอัตชีวประวัติของเขาในช่วงที่อาศัยอยู่และช่วยงานที่ Shakespeare & Co. ร้านหนังสือชื่อดังในปารีส และเริ่มเปิดทำการมาตั้งแต่ปี ค.ศ. 1951

จุดเริ่มต้น Jeremy อดีตเคยเป็นนักข่าวสายอาชญากรรมที่หนังสือพิมพ์แห่งหนึ่งในแคนนาดา แต่มีเหตุไม่คาดฝันทำให้เขาต้องออกจากงาน และเดินทางหนีมาที่ปารีส ซึ่งในช่วงที่ไม่มีทั้งงาน เงินก็ใกล้จะหมด เขาเดินเข้าไปใน Shakespeare & Co. ด้วยความสิ้นหวังและซื้อหนังสือเล่มหนึ่ง

พนักงานในร้านเชิญเขาขึ้นไปดื่มชา และเล่าให้เค้าฟังว่าสถานที่แห่งนี้ เปิดต้อนรับนักเขียน นักประพันธ์ นักสร้างสรรค์ให้เข้ามาพักได้ฟรีด้วย ในวันถัดมาเขาก็ย้ายมาพักที่ร้าน ช่วยงานให้กับ จอร์จ วิตแมน (George Whitman) เจ้าของร้านผู้ใจดี ซึ่งเรื่องที่เขียนในหนังสือเป็นช่วงที่ George มีอายุ 86 ปีแล้ว

George ในวัย 86 ปี กับ Jeremy
หน้าร้าน Shakespeare & Co. ในปารีส

George Whitman เป็นบุคคลสำคัญที่เกี่ยวข้องกับร้านหนังสือ Shakespeare & Co. นอกจากการเป็นเจ้าของร้านหนังสือ เขายังเป็นบุคคลที่มีบทบาทสำคัญในวงการวรรณกรรม และวัฒนธรรมที่มีอิทธิพลมากในชุมชนของนักเขียนและอ่านหนังสือที่อยู่ในปารีส

George ในความรู้สึกของคนทั่วไปอาจจะเป็นคนพิลึก แต่ก็เป็นที่เคารพนับถือของคนที่ได้มาสัมผัส เพราะเป็นคนมีน้ำใจ ชอบช่วยเหลือคนที่ตกยาก เค้ามีคติประจำใจคือ “ให้เท่าที่ให้ได้ รับเท่าที่จำเป็น

ร้านหนังสือของเขาเปิดให้นักเขียนและนักอ่านมาท่องเที่ยวและพักผ่อน แม้ว่าจะไม่มีการจ่ายค่าเช่าหรือค่าใช้จ่ายอื่นๆ แต่เขาต้องการให้ผู้ที่พักอยู่ช่วยเรื่องเล็กๆ ที่ร้าน โดยเช่นยกของ ทำความสะอาด

Jeremy ได้สัมผัสกับชีวิตแปลกใหม่ ซึ่งไม่สะดวกสบาย แต่ก็มีความสุขในท่ามกลางบรรยากาศของร้านหนังสือที่เต็มไปด้วยคนบุคคลิกแปลกๆ ทั้งนักเขียน ศิลปิน และนักกวี เขาได้พบปะผู้คนมากมาย มีทั้งคนดังในวงการวรรณกรรม และคนไร้บ้านที่อาศัยหลับนอนในร้าน

เสน่ห์ของหนังสือคือ การเล่าถ่ายทอดบรรยากาศในปารีส สภาพความเป็นอยู่ ประวัติ ประสบการณ์ชีวิต บุคคลิกของแต่ละตัวบุคคลได้สนุกและเห็นภาพ เรื่องราวที่เกิดขึ้นของ Jeremy เป็นช่วงปี 1999-2000 ถ้าใครทันช่วงนั้นก็จะพอรู้ว่าเทคโนโลยีต่างๆยังไม่ล้ำเหมือนในปัจจุบัน ยังมีการส่ง Postcard และใช้ตู้โทรศัพท์ อ่านไปก็ได้รำลึกความหลังดี 🙂

ผมใช้เวลาอ่านหนังสือเล่มนี้ 8 ชั่วโมง (วันละ 4 ชั่วโมง) จริงๆจะรวดเดียวจบก็ได้ถ้าไม่ติดว่าต้องตื่นไปทำงาน 😛

หนังสือเล่มนี้แน่นอนว่าอยู่ในหมวด non-fiction เพราะเป็นการเล่าเรื่องชีวิตจริงของ Jeremy และบุคคลที่มีตัวตนอยู่จริง แต่ลักษณะการเล่าเรื่องไม่น่าเบื่อ มีจุดให้ชวนติดตามอยู่ตลอด

Shakespeare & Co. ยังคงเปิดให้บริการอยู่จนถึงปัจจุบัน และกลายเป็นสถานที่ท่องเที่ยวยอดนิยมในปารีส และเป็นหมุดหมายที่สำคัญโดยเฉพาะนักอ่าน

Service charge

เมื่อประมาณเดือนธันวาคมปีที่แล้วผมมีโอกาสได้พาครอบครัวคุณภรรยาไปทานอาหารกลางวันที่ร้านอาหารแห่งนึง

ช่วงเวลากลางวันของวันธรรมดา คนในร้านบางตา จึงมีพนักงานหลายคนได้คอยมาดูที่โต๊ะอาหารของครอบครัวผมว่า ต้องการความช่วยหรือบริการอะไรเป็นพิเศษมั้ย

ด้วยความที่คุณพ่อและคุณแม่ของคุณภรรยาเป็นผู้สูงอายุ จึงได้ขอความช่วยเหลืออยู่ 2-3 ครั้ง และก็ได้การบริการที่เอาใจใส่ และประทับใจ

ตอนเช็คบิลผมตรวจสอบรายการอาหารครบถ้วน และเห็นว่าทางร้านไม่ได้มี service charge ก็เลยทิป พนักงานคนที่เข้ามาให้บริการไป 100 บาท ซึ่งพนักงานก็ดูดีใจ และผมคิดว่าเค้าก็น่าจะมีกำลังใจในการให้บริการอย่างเต็มที่สำหรับโต๊ะถัดไป

วันนี้ที่ร้านเดิม ในช่วงเวลากลางวันของวันธรรมดา คนบางตาเป็นปกติ แต่ผมสังเกตว่าการให้บริการดูเปลี่ยนไปอย่างเห็นได้ชัด ไม่ใช่ไม่ดี แต่ก็ไม่ประทับใจ (ส่วนตัวผมคิดว่ายังไงเดี๋ยวคงให้ทิปไปเท่าเดิมแหล่ะ)

แต่ตอนเช็คบิลคราวนี้ ทางร้านมีการบวกเพิ่ม 10% เป็น Service charge มาแล้ว ผมเลยคิดว่าถ้างั้นไม่ให้ทิปก็คงไม่เป็นไรเพราะ 10% ของราคาอาหารก็ปาไป 300 กว่าบาทแล้ว

จริงๆ การที่ร้านคิด Service charge ผมว่าก็ไม่ได้เสียหายอะไร แต่มันก็เคยมีประเด็นในโลกออนไลน์เหมือนกันว่าบางร้านไม่ได้แจ้งก่อน ทำให้มีปัญหาภายหลัง

ในกรณีผม ถึงเค้าแจ้ง ผมก็คงทานที่ร้านนี้อยู่ดี เพราะอาหารใช้ได้ และจอดรถสะดวกสำหรับผู้ที่ใช้รถเข็น

ประเด็นที่น่าสนใจคือ การมี Service Charge ทำให้คุณภาพของการบริการลดลงรึเปล่า? เพราะเท่าที่ผมถามหลายๆคนที่รู้จัก ก็ไม่ได้ทิปพนักงานเพิ่ม หากรู้ว่ามีการเก็บ Service Charge แล้ว

และจะว่าไปในแง่ของพนักงาน ก็ไม่มีความจำเป็นอะไรที่ต้องให้บริการแบบ extra เพราะรู้อยู่แล้วว่าจะไม่ได้ทิปเพิ่ม

ด้วยความที่ผมยังไม่เคยเจอร้านไหนแจ้งว่า Service Charge นี้เอาทำอะไรบ้าง อย่างในแอปสั่งอาหารเค้าก็จะมีบอกว่า “ทิปทั้งหมดจะส่งตรงให้กับพนักงาน”

แต่ตามร้านอาหารที่ส่วนใหญ่ที่บวกเพิ่ม 10% ถ้าจะบอกว่าเป็นทิปเข้าพนักงานทั้งหมด ผมว่าก็อาจจะเยอะไปเมื่อเทียบกับการบริการที่ได้รับ แต่ถ้าเป็นวิธีการขึ้นราคาอาหารแบบนึง การปรับที่ราคาอาหารเลยอาจจะดูโปร่งใส และเสียความรู้สึกน้อยกว่าสำหรับลูกค้า

I can think, I can wait, I can fast

เวลามีคนเล่าถึงความสำเร็จชั่วข้ามคืน มันกระตุ้นต่อมอยากให้คนเสพสื่อ อยากรู้ถึงเคล็ดลับ ว่าทำยังไงเราถึงจะได้เป็นแบบนั้นบ้าง

Narrative เกี่ยวกับการประสบความสำเร็จ ตั้งแต่อายุยังน้อยเช่น 16, 20, 24, 30 เป็น content ที่ขายได้ตลอด

ผมเชื่อว่าคนที่ถึงเป้าหมายในชีวิตได้อย่างรวดเร็วมีอยู่จริง แต่มีจำนวนน้อยกว่าคนที่ประสบความสำเร็จแบบค่อยเป็นค่อยไปแน่นอน

“Patience, persistence, and perspiration make an unbeatable combination for success.”

– Napoleon Hill

“Patient is a key” เป็นประโยคที่ผมได้ยินบ่อยๆ ในช่วงหลังมานี้

นักลงทุนที่ประสบความสำเร็จหลายคนก็มักพูดเหมือนกันว่า เป้าหมายทางการเงินมันต้องอาศัยเวลาเพื่อให้เกิดการทบต้น

วันนี้ผมหยิบหนังสือเรื่อง สิทธารถะ (Siddhartha) ขึ้นมาอ่านเป็นรอบที่เท่าไหร่จำไม่ได้ แต่เป็นหนึ่งในหนังสือที่ผมชอบเปิดขึ้นมาอ่านแบบ Random เวลารู้สึกคิดอะไรไม่ออก

บทสนทนาในหนังสือที่อยากเอามาไฮไลท์ก็คือ ตอนที่ กมลาถามสิทธารถะ ก่อนที่จะแนะนำสิทธารถะ ในเรื่องงานว่า สิทธารถะมีความสามารถอะไรบ้าง?

สิทธารถะจึงตอบกมลาว่า ข้าคิดได้ ข้ารอได้ ข้าอดได้

สิทธารถะขยายความต่อ “ฟังนะ กมลา เมื่อท่านปาก้อนหินลงไปในน้ำ มันย่อมพุ่งลงไปในเส้นทางที่เร็วที่สุดก่อนจมสู่ก้นสระ เวลาที่สิทธารถะมีทั้งเป้าหมายและปณิธานจะเป็นเยี่ยงนี้ สิทธารถะจะมิทำสิ่งใด แต่จะรอ คิดอดอาหาร เค้าจะผ่านสิ่งต่างๆในโลกดุจดั่งก้อนหินผ่านน้ำ ที่ไม่มีการทำอะไรเลย ไม่หันเห วอกแวก

เค้าจะพุ่งลงไปปล่อยให้ตนจมลงเพราะเป้าหมายดึงดูดเขา เขาไม่ปล่อยให้มีอะไรก็ตามเข้ามาในจิตวิญญาณจนอาจขัดขวางเขาจากเป้าหมาย”

และสิทธารถะได้สรุปต่อไปว่า ใครก็ทำสิ่งมหัศจรรย์ได้ ใครก็บรรลุเป้าหมายของเค้าได้ หากเขาคิดได้ หากเค้ารอได้ หากเขาอดอาหารได้” 

พออ่านมาถึงตอนนี้ผมพอจะ get ว่า การคิดได้ รอได้ ก็มีประโยชน์จริง แล้วเรื่องการอดอาหารล่ะ?

จากนั้นสิทธารถะก็ไปพบกับกามะสวามีพ่อค้าผู้ร่ำรวย คนที่กมลาแนะนำให้สิทธารถะไปหา

กามะสวามีก็สงสัยเหมือนกันว่า “การอดอาหารมันมีประโยชน์อะไร?”

สิทธารถะตอบ “มันเป็นสิ่งที่ดีมาก เมื่อถึงเวลาที่คนเราไม่มีอะไรกิน การอดอาหาร เป็นหนทางฉลาดที่สุดที่เค้าทำได้ ตัวอย่างเช่น หากสิทธารถะไม่รู้วิธีอดอาหาร เค้าจะต้องยอมรับจ้างทำงานไม่ว่าประเภทใด ไม่ว่าจะเป็นงานของท่าน หรืออื่นใดก็ตามในวันนี้ก่อนตะวันตกดิน

เพราะ ความหิวจะบีบบังคับให้เขาต้องทำเช่นนั้น แต่ในกรณีนี้ สิทธารถะจะอดทนรอได้อย่างใจเย็น เค้าจะไม่กระวนกระวาย ไม่รีบร้อน เพราะเขาปล่อยให้ความหิวเข้ามารุมล้อมได้เป็นเวลานาน ทั้งยังหัวเราะให้กับมันได้ นี่แหละที่ว่าการอดอาหารเป็นของดี”

ถ้าเรามาลองตีความหมาย ข้าคิดได้ ข้ารอได้ ข้าอดได้ แบบที่สิทธารถะกล่าวต่อ กมลา และ กามะสวามี

  • I can think: ข้าสามารถคิดวิเคราะห์ ตัดสินใจ และแก้ปัญหาได้
  • I can wait: ข้าอดทน รอคอย และอดกลั้นต่อความท้าทายได้
  • I can fast: ข้าอดทนต่อความหิวโหย ควบคุมความต้องการของตัวเองได้

ในยุคที่กระแสสังคมคอยกระตุ้นให้เราเสพติด instant gratification หรือ ความพึงพอใจทันด่วน เร่งให้เราตัดสินใจรวดเร็ว ขาดการไตร่ตรองถี่ถ้วน และการอดทนรอเป็นความบกพร่อง

ผลกระทบที่ตามมามันส่งผลรอบด้าน เหมือนกับการทดลองเรื่อง Marshmallo test โดยศาสตราจารย์วอลเตอร์ มิสเชล (Walter Mischel) จากมหาวิทยาลัยสแตนฟอร์ด ที่สรุปมาว่า

  • ความสามารถในการควบคุมตนเองเป็นสิ่งสำคัญต่อความสำเร็จในชีวิต
  • เด็กที่สามารถควบคุมตนเองได้ มีแนวโน้มที่จะประสบความสำเร็จในด้านการเรียน การงาน และความสัมพันธ์

การ Focus และการอดทนรอ เพื่อเป้าหมายระยะยาวอาจจะเป็น skill ที่เราอาจจะต้องหันมาให้ความสำคัญมากขึ้น ในยุคที่ Social Media คอยส่งเสริมให้เรา “คิดไม่เป็น อดทนไม่ได้” อยู่แบบนี้

My Running Journey

Running Journey ของผมไม่ได้มีอะไรหวือหวา

เริ่มต้นจากเดินลู่วิ่งในฟิตเนส แล้วเห็นคนข้างๆ วิ่งต่อเนื่องได้นานเป็นครึ่งค่อนชั่วโมง แต่ตัวเองวิ่งได้แค่ 2-3 นาที แม้แต่คุณภรรยาที่มาเริ่มออกกำลังกายพร้อมกัน ยังวิ่งบนลู่วิ่งได้ 5 k ก่อนผมเสียอีก

การผันตัวจากคนที่ไม่เคยวิ่ง แล้วมาวิ่ง ผมว่าเป็นขั้นตอนที่ยากที่สุด ตอนแรกเลยพอผมได้ยินคำว่าวิ่ง ก็จะตะบี้ตะบันสับขาให้เร็วที่สุด แน่นอนว่าเอาคนไม่ได้ออกกำลังมาวิ่งเร็วๆ วันแรกก็แทบจะถอดใจ และแอบบอกกับตัวเองว่า “หรือเราอาจจะไม่เหมาะ”

จนพอได้มาสังเกตและศึกษาวิธีการวิ่งจริงจัง ก็เลยมารู้ว่าที่ผ่านมาเราไม่รู้อะไรเลย

การวิ่งมันก็เหมือนการฝึกทุกอย่าง ต้องเริ่มจากง่ายไปยาก ,จากช้าไปเร็ว

ถ้าวิ่งเร็วต่อเนื่องนานไม่ได้ ก็วิ่งช้าๆสิ! พอค่อยๆเพิ่มความอึดของร่างกายผ่านการวิ่งช้าๆ ผมก็เริ่มวิ่งต่อเนื่องได้นานขึ้นจนผ่านไมล์สโตนแรกนั่นคือ 5 k

ตอนหลังเพิ่งมารู้ว่ามีสิ่งที่เรียกว่า การวิ่งโซนสอง

การวิ่งโซนสอง หรือ Zone 2 Running เป็นวิธีการฝึกวิ่งแบบคาร์ดิโอ เน้นการเผาผลาญไขมันเป็นพลังงานหลัก หลักการสำคัญของการวิ่งโซนสองก็ไม่มีอะไรมาก คือ วิ่งในอัตราการเต้นของหัวใจที่ต่ำ (ประมาณ 60-70% ของอัตราการเต้นของหัวใจสูงสุด) และ ขณะวิ่งรู้สึกสบายๆ หายใจสะดวก พูดคุยได้

นักวิ่งแต่ละคนมีโซนสองที่ไม่เท่ากัน และความเร็วไม่เท่ากัน บางคนวิ่งเร็วแต่หัวใจยังเต้นอยู่โซนสองก็เรียกได้ว่าร่างกายฟิตมาก

ผมมีการฝึกวิ่งเร็วบ้าง แต่ด้วยการที่มีโรคตับอักเสบเป็นโรคประจำตัว การฝืนสังขารตัวเองมากๆอาจจะไม่เหมาะนัก

หลังจากผ่านไมล์สโตน 5 k แรก ผมจำได้ว่าการวิ่ง 10 k เป็นความสำเร็จที่ขยับเข้ามาถึงเร็วกว่าที่คิด

แน่นอนว่าพอเข้าวงการวิ่ง สิ่งที่ตามมาติดๆคือ กลุ่มเพื่อนวิ่ง ,งานวิ่ง ,อุปกรณ์วิ่ง และความคิดที่จะพิชิตมาราธอน

Running is the greatest metaphor for life because you get out of it what you put into it.

Oprah Winfrey

บทเรียนที่ผมได้จากวิ่งอันนึงคือ มันเป็นกีฬาที่ไม่ซับซ้อนเลย อยากลงงานวิ่งระยะเท่าไหร่ ก็ซ้อมเท่านั้น เหมือนการเตรียมตัวสอบ ถ้าเตรียมตัวมาดี มันก็ไม่ประหม่าตอนลงสนาม

เป้าหมายการลงงานวิ่งของผมนั้นไม่ได้แข่งกับใครเลย นอกจากการแข่งกับตัวเอง ศัตรูที่แข็งแกร่ง ที่เป็นอุปสรรคในเส้นทางการวิ่งของผมก็คือความขึ้เกียจของผมเอง

ยอมรับเลยว่า ผมชื่นชมคนที่ตื่นมาวิ่งตี 4 ตี5 ได้ต่อเนื่องมาเป็นปีๆ เพราะผมรู้ว่ามันยากมาก

มีข้อแก้ตัวเป็นร้อยให้กับตัวเองเพื่อที่จะไม่ลุกขึ้นมาวิ่ง เช่น

  • “เมื่อวานวิ่งเยอะแล้ว”
  • “ต้องมีวันพักบ้าง(จริงๆแล้วไม่ได้วิ่งหนักอะไรเลย)”
  • “รู้สึกเพลียๆ เหมือนเมื่อคืนนอนไม่ค่อยหลับ”

การลงงานวิ่งจึงกลายเป็นเครื่องมือที่ทำให้หมดข้อแก้ตัวในการซ้อม

การซ้อมสำหรับการวิ่งฮาลฟ์มาราธอนหรือระยะ 21.5 k นั้นวางแผนซ้อมไม่ได้ยากมาก บางทีเราอาจจะซ้อมวิ่งถึงแค่ 15 k ก็พอ แล้ววันวิ่งจริงมันจะมีบรรยากาศของนักวิ่งรอบข้างลากพาเราเข้าเส้นชัยเอง

แต่ 42.195 k ในการวิ่งมาราธอน ระยะนี้นั่งมอไซต์ยังเหนื่อย การซ้อมมันเป็นอะไรมากกว่าแค่ตื่นมาวิ่ง มันต้องมีการวางแผนเรื่องการกินทั้งก่อนวิ่ง ระหว่างวิ่งด้วย ถ้าคนที่ทำงานประจำอาจจะต้องแบ่งเวลาเช้าเย็นเพื่อจะเก็บระยะซ้อมให้ถึง

โชคดีที่เวลาการทำงานของผมยืดหยุ่น การวางแผนซ้อมวิ่งให้ถึง 35 k ก็จัดตารางได้ไม่ยาก ความยากที่แท้จริง ก็คือการวิ่งให้ถึงนั่นแหล่ะ

มีหลายคนชอบพูดถึง ปีศาจ กิโลที่ 35 หมายถึง “กำแพง” ทางร่างกายและจิตใจที่นักวิ่งมาราธอนมักเผชิญเมื่อวิ่งถึงระยะ 35 กิโลเมตร ซึ่งอาจมีสาเหตุมาจาก ไกลโคเจน(หรือพลังงานที่สะสม)ในร่างกายเริ่มหมดลง ,สมองส่งสัญญาณว่า “ไม่ไหวแล้ว” และเริ่มคิดที่จะยอมแพ้

ผมไม่ได้มีปัญหานี้ เพราะปีศาจตัวที่ว่า มันมาหาผมตั้งแต่ระยะ 27k แม้จะวิ่งซ้อมเยอะแค่ไหน แต่ระยะนี้มันเหมือนหมดก๊อกทุกครั้ง

นักวิ่งหลายคนอาจจะมีกฏเหล็กว่า ยังไงก็จะไม่เดินในงานแข่งวิ่ง ถ้าวิ่งไม่ไหวก็หยุดยืน ยืด เหยียด แล้วก็วิ่งต่อ แต่ผมมีกฏข้อเดียวคือ วิ่งให้ถึงเส้นชัยก่อนเวลา cut off

ผมมีแนวคิดว่า ถ้าตัวเองไม่วิ่งเร็วขนาดได้ลุ้นรางวัล ก็วิ่งให้ร่างกายแข็งแรงก็พอ การต้องมาคิดทำลายสถิติเวลาของตัวเองไปเรื่อยๆนั้นไม่เอาเลย

The joy of the marathon is in finding new limits in yourself, not in competing with others.

Deena Kastor

สุดท้าย พอได้ผ่านมา 2 มาราธอนแบบไม่บาดเจ็บ ก็เป็นความสำเร็จมากแล้วสำหรับผม ที่จากตอนแรกวิ่งได้แค่ 200-300 เมตรเอง

เส้นทางการวิ่งของแต่ละคนย่อมไม่เหมือนกัน ผมเชื่อว่าถ้าใครได้เคยผ่านมาราธอนมาแล้วซักครั้ง จะรู้ว่าชีวิตของเราจะไม่เหมือนเดิม เราคนใหม่ที่วิ่ง(หรือเดิน) ได้ครบ 42.195k จะรู้ถึงความสำคัญของการมีวินัย การเคี่ยวเข็ญตัวเอง และการไม่ยอมแพ้

เป้าหมายการวิ่งของผมต่อจากนี้ คงไม่ได้เป็นเรื่องของการลงงานวิ่ง เพิ่มระยะ หรือทำเวลา แต่เป็นการที่ตัวเองยังสามารถวิ่งได้สม่ำเสมอไปเรื่อยๆ จนถึงอายุ 70-80 เหมือนนักวิ่งหลายๆคนที่ทำได้ แค่นี้ก็ happy แล้ว 🙂