ภาษาที่สอง มีประโยชน์มากกว่าการสื่อสาร

คนส่วนใหญ่มีความเชื่อว่าตัวเอง ตัดสินใจบนพื้นฐาน ของการใช้เหตุผล

แต่หลายครั้ง ผลลัพธ์ของการตัดสินใจนั้นๆ กลับกลายเป็นเรื่องที่ผิดพลาด และ ไม่ได้ตอบโจทย์ กับวัตถุประสงค์ที่ตัวเองต้องการ

การทำตลาด และทำโฆษณา ของการขายสินค้าส่วนใหญ่ ล้วนแต่เป็นการเล่นกับอารมณ์ของผู้บริโภค เพราะ สินค้าหลายประเภทจะขายไม่ออกทันที หากผู้บริโภคนำเรื่องเหตุผลมาพิจารณา

ยกตัวอย่างเช่น การซื้อคอนโดหรู

เราอาจจะมี Check list ว่าราคา ที่ตั้ง และจำนวนห้อง ของคอนโดที่เราต้องการซื้อเป็นแบบไหน แต่พอไปถึงสถานที่จริง เราได้พูดคุยกับเซลส์ อ่านหนังสือชี้ชวน ดูห้องตัวอย่าง

สุดท้ายกลายเป็นว่า เราตกลงทำสัญญาซื้อห้องคอนโด ในเงื่อนไขที่เสียเปรียบ หรือบางครั้ง ลืมแม้แต่การต่อรองขอลดราคา! เพียงเพราะ ความอยากได้

สมองของมนุษย์แบ่งการประมวลผลได้เป็นสองแบบ คือ ใช้อารมณ์ กับ ใช้เหตุผล

ทุกๆวัน เราใช้ภาษาแรกเกิดเป็นภาษาหลักในการสื่อสาร ทำให้เกิดความคุ้นชิน และเชื่อมโยงคำบางคำกับอารมณ์

เช่น เวลาเราได้ยินคำว่า “สะดวกสบาย” เราจะรู้สึกไปถึง “อารมณ์เมื่อได้รับความสะดวกสบาย” มากกว่า ความหมายของคำๆนั้นจริงๆ

เมื่ออารมณ์มาอยู่เหนือเหตุผล ก็ทำให้เรามองข้าม “ข้อบกพร่อง” ของสินค้าหรือบริการที่เราจะตกลงทำสัญญาซื้อไป

มีการศึกษาว่า เราสามารถลดความผิดพลาดของการตัดสินใจจากอารมณ์ และใช้เหตุผลมากขึ้น ด้วยวิธี “การคิดเป็นภาษาที่สอง” (หรือภาษาต่างประเทศ ที่เราใช้รองลงมาจากภาษาแรกเกิด)

การคิดเป็นภาษาต่างประเทศ จะช่วยให้เราตัดความเชื่อมโยง คำพูดกับอารมณ์ ได้มากขึ้น

ในอนาคต หากคุณต้องมีการทำสัญญาเรื่องงาน หรือซื้อของที่มีราคาสูง ลองใช้วิธีนี้ เป็นเครื่องมือในการช่วยตัดสินใจดู แล้วคุณจะพูดคำว่า “รู้งี้” น้อยลงแน่นอน 😀

“If there were one thing I could tell my past self…”

มนุษย์ก็เป็นเหมือนสิ่งมีชีวิตอื่นๆบนโลก ที่เป็น short term driven 

ธรรมชาติของมนุษย์ไม่ได้ถูกออกแบบมา ให้มองเป็น Long term เช่น วางแผนเกษียณ หรือ ออกแบบแผนการเงินในอีก 40 ข้างหน้า

การใช้ metric ต่างๆ มาเป็นตัวช่วยในการ track จะทำให้เรา stick กับเป้าหมายได้มากขึ้น 

เป็นเหตุผลเดียวกับที่เราชอบการนับก้าว นับแคล ดูน้ำหนักบนเครื่องชั่ง เพราะ เป็นสิ่งที่เราสามารถเห็นได้ทันที

การเงินก็เหมือนกัน เราจะ stick กับแผนระยะยาวได้ ตัวช่วยที่ดีมาก คือ การทำบัญชีแบบละเอียด ส่วนตัวก็เพิ่งมาทำได้ไม่กี่ปีนี้เอง

ในวัย 42 ถ้ามีโอกาสย้อนกลับไป20ปี บอกตัวเองตอนอายุ 22 ได้ 1 เรื่อง 

จะบอกว่า “เอ็งทำบัญชีรายรับ รายจ่าย ให้ละเอียดเถอะ เดี๋ยวเรื่องความกระตือรือร้น อย่างอื่นจะตามมาเอง”

จะเป็นแบบไหน อยู่ที่เราเลือก

ในปี 1975 มหาวิทยาลัย Yale ได้ทำการศึกษาจากกลุ่มคนที่มีอายุตั้งแต่ 50 ปีจำนวน 660 คน ในหัวข้อ ความเห็นที่มีต่อ “การสูงวัยขึ้น(aging)”

กลุ่มที่หนึ่ง มีความเห็นและความเชื่อที่เป็นด้านบวก ทั้งในเรื่องสุขภาพ ความคิด ความคาดหวังที่ดี เมื่อแก่ตัวขึ้น

กลุ่มที่สอง มีความเห็นและความเชื่อที่เป็นด้านลบ ประมาณว่า “การออกกำลังกายไม่ได้ทำอะไรให้ดีขึ้นหรอก ยังไงก็ต้องป่วย ต้องตายอยู่ดี”

ปรากฎว่า เมื่อผ่านไป 23 ปี กลุ่มที่หนึ่งมีอายุขัยเฉลี่ยมากกว่ากลุ่มที่สอง ถึง 7.6 ปี ซึ่งเป็นตัวเลขที่แตกต่างกันมาก

การศึกษานี้ต้องการจะบอกอะไรกับเรา?

แน่นอนว่า ผลลัพธ์ทุกอย่าง เกิดขึ้นได้ จากการกระทำ เวลาที่เราวางแผนจะลงมือทำอะไร ล้วนแต่เริ่มต้นจาก การตั้งเป้าหมาย ทั้งสิ้น

แต่คำถามคือ เมื่อบรรลุเป้าหมายแล้ว ยังไงต่อ?

ข้อเสียอย่างหนึ่ง ของการตั้งเป้าหมายโดยมีรากฐานมาจากผลลัพธ์ที่ต้องการ คือ เรามีแนวโน้มที่จะ “หยุดทำ” เมื่อได้ผลลัพธ์ที่ต้องการแล้ว

ยกตัวอย่างเช่น การลดน้ำหนัก เราชอบมองเรื่องของการลดน้ำหนักเป็นเหมือน การจัดแคมเปญ โดยมีช่วงเวลาที่กำหนด และเมื่อบรรลุเป้าหมาย เราก็กลับมามีพฤติกรรมแบบเดิม ซึ่งทำให้น้ำหนักที่ลดลงไป กลับมา

James Clear ผู้เขียนหนังสือชื่อ Atomic Habits ได้กล่าวว่า แค่การวางแผน และลงมือทำ ไม่ได้นำมาซึ่งผลลัพธ์ที่ยั่งยืน

แต่สิ่งที่สำคัญกว่า ที่เราต้องทำคือ การกำหนดตัวตนของเราใหม่

เวลาที่เราต้องการลดน้ำหนัก 10 กิโล ให้เรามองลึกลงไปกว่าการวางแผนเรื่องการกิน และการออกกำลังกาย

แต่ให้ตั้งเป้าหมายว่า

“ต่อไปนี้ฉันจะเป็นคนที่ เลือกกินที่แต่ของที่มีประโยชน์ และจะออกกำลังกายสม่ำเสมอ”
“ฉันไม่ใช่คนที่ชอบกินขนมและของที่มีน้ำตาลสูง”
“ฉันเป็นนักกีฬาที่เข้มงวดต่อตารางฝึกซ้อม”

การกำหนดตัวตนของเราใหม่ เป็นเหมือนการปรับเปลี่ยน Mindset
ถ้าเรา “โฟกัส” ลงไปที่แก่นของพฤติกรรมแล้ว “ผลลัพธ์” แบบที่เราต้องการจะมาเอง และยั่งยืนกว่า

การศึกษาของมหาวิทยาลัย Yale เป็นข้อพิสูจน์ของเรื่องนี้ได้อย่างดี เพราะกลุ่มคนที่มีความเชื่อที่เป็นด้านบวก จะให้ความสำคัญต่อการออกกำลังกายมากขึ้น หยุดกินเหล้า หยุดสูบบุหรี่ และใช้เวลาอยู่กับคนที่มีมุมมองเป็นบวกเหมือนกัน

เมื่อเราได้ติดสินใจแล้วว่า คนแบบไหนที่เราต้องการจะเป็น
พฤติกรรมต่างๆในชีวิตประจำวันของเราจะค่อยๆ เปลี่ยนไป และจะยิ่งเห็นผลชัดเจนขึ้นเรื่อยๆในระยะยาว

เรา คือผลลัพธ์ของ สิ่งที่เราลงมือทำ
เรา คือผลลัพธ์ของ การตัดสินใจของเรา

สิ่งสำคัญของชีวิต

มีขอทานคนหนึ่ง นั่งขอเงินคนที่เดินผ่านไปมาอยู่เป็นประจำ สมบัติอย่างเดียวที่เขามี เป็นเพียงกล่องใบหนึ่งเขานั่งทับอยู่

สิ่งที่เขาต้องการในแต่ละวันคือเงินบริจาค 5 บาท 10 บาท จากคนที่เดินผ่าน

จนเวลาล่วงเลยไปถึง 30 ปี มีผู้ชายคนหนึ่งเดินผ่านมา

ขอทานคนนี้ก็ปฏิบัติตัวเหมือนเดิมคือ อ้อนวอนขอเงินจากผู้ชายคนนี้

 

แต่สิ่งที่แปลกไปมากกว่าทุกครั้งคือ

ชายคนนี้เอ่ยปากถามขอทานว่า “มีอะไรอยู่ใน กล่องที่ท่านนั่งทับอยู่หรือ?”

ขอทานตอบกลับ “ข้าก็ไม่รู้เหมือนกัน เพราะนั่งทับอยู่แบบนี้มา 30 ปีแล้ว”

“แล้วท่านไม่คิดจะเปิดออกดูหน่อยหรือ” ชายคนนั้นถามขอทานกลับ

เมื่อได้ฟังตามนั้น ขอทานเลยลองเปิดกล่องใบเดิมที่เขานั่งทับมาเป็นเวลา 30 ปี ก็พบว่า ในกล่องมีทองคำบรรจุอยู่มากมาย!

 

ในหนังสือ The Power of Now ที่เขียนโดย Eckhart Tolle ได้อุปมา อุปมัย เรื่องของขอทานนี้ไว้ว่า

สิ่งที่มีค่า และเป็นสิ่งที่มีความหมายสูงสุดที่มนุษย์จะมีได้ อยู่กับตัวเราทุกคนอยู่แล้ว เพียงแต่เราไม่เคยสังเกตเห็น

นั่นก็คือ “ปัจจุบันขณะ (Present Moment)” 

ทุกๆ วันเราพยายามออกไปเสาะแสวงหา สิ่งนอกกาย ที่มีคุณค่าน้อยกว่า เพียงเพราะเราคิดว่ามันจะนำมาซึ่งความสุข

หากเรารู้จักที่จะตั้งคำถามว่า “ทำไม” ก็จะทำให้เราเข้าใจมากขึ้น ว่าอะไรคือเบื้องลึกของสิ่งที่เราต้องการอย่างแท้จริง

ตัวอย่างตามบทสนทนาของชาย 2 คนนี้

 

Q: ท่านต้องการอะไรในชีวิต?
A: ข้าต้องการเงิน 30 ล้าน

 

Q: ทำไมท่านถึงต้องการเงิน 30 ล้าน?
A: เพื่อที่ข้าจะได้มีอิสรภาพจากงาน และมีเวลามากขึ้น

 

Q: ทำไมท่านถึงต้องการมีอิสรภาพ และมีเวลามากขึ้น?
A: เพื่อที่ข้าจะได้มีช่วงเวลาเป็นของตัวเอง และได้อยู่กับตัวเองน่ะสิ

 

ถ้าลองค้นดูความต้องการของมนุษย์ สุดท้ายแล้วเราทุกคนล้วนต้องการมี ชีวิตอยู่ในปัจจุบันขณะ

เราทำทุกอย่างเพื่อตัดความกังวล ตัดความขุ่นมัว และสร้างความสบายใจ

ในหนังสือ The Bullet Journal Method มีเขียนประโยคนึงที่ผมชอบมาก

คุณภาพของเวลาตัดสินได้ด้วยความสามารถในการอยู่กับปัจจุบันของเรา

ถ้ามีโอกาส ก่อนจะตกลงปลงใจว่า สิ่งนั้นเป็นสิ่งที่เราต้องการหรือไม่ ลองถามตัวเองว่า “ทำไม” สัก 3 ครั้งน่าจะดี 🥰

Digital Minimalism

เวลาที่เราใช้ อยู่บนหน้าจอโทรศัพท์สมาร์ทโฟนและแท็บเล็ตรวมกันพุ่งสูงขึ้น เฉลี่ยอยู่ที่ 9 ชั่วโมงต่อวัน

เราหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาดูมากกว่าวันละ 150 ครั้ง

เราใช้เทคโนโลยีมากเกินกว่าความจำเป็น

เราไม่ได้เป็นผู้ควบคุมเทคโนโลยี

เราเป็นฝ่าย “ถูกควบคุม” โดยที่เราไม่รู้ตัว ผ่านการออกแบบทางวิศวกรรมที่ชาญฉลาด ทั้งการออกแบบสีของ Notification , ปุ่ม Like , Face recognition ,การ Tagging และ การ Scroll ที่ใช้หลักการเดียวกันกับ Slot Machine

วัตถุประสงค์เดียวที่ Platform เหล่านี้ต้องการคือ
“เวลาของเรา”

เวลาและความสนใจของเราถูกนำมาแพ็คเป็นสินค้า ผ่าน Social Media

ซึ่งผู้ซื้อ ก็คือ ผู้ที่จ่ายค่าโฆษณาให้กับ platform

มีการศึกษาว่า การใช้เวลา ที่มากขึ้นบน Social Media ส่งผลต่อความสามารถในการจดจำ และ ส่งผลเสียต่อการทำงานของสมอง

ในหนังสือ Digital Minimalism เขียนโดย Cal Newport แนะนำว่าเราควรต้อง Declutter (จัดระเบียบ) การใช้งานเทคโนโลยีต่างๆเหล่านี้ใหม่

โดยมุ่งเน้นไปที่แก่นของ คำว่า minimalism นั่นก็คือ การตัดส่วนที่ไม่จำเป็นออก เหลือไว้แต่สิ่งที่เป็นคุณค่ากับชีวิตของเราจริงๆ

ซึ่งขั้นตอนการ Declutter มี 4 ข้อด้วยกัน

1. ระบุออกมาให้ได้ว่ากิจกรรมอะไรที่มีคุณค่าต่อชีวิตเรา
2. เลือกใช้แค่เทคโนโลยีที่จำเป็นสำหรับกิจกรรมนั้นๆ
3. ลบ App ที่เป็น Social Media ทั้งหมดออกจากโทรศัพท์ 30 วัน
4. มาเริ่มทำความรู้จักกับเทคโนโลยีใหม่อีกครั้ง
โดยตั้งคำถามว่า

  • เทคโนโลยีนี้ ตอบโจทย์กับสิ่งที่ฉันให้คุณค่าหรือเปล่า
  • เทคโนโลยีนี้ คือทางเลือกที่ดีที่สุดแล้วใช่ไหม
  • ถ้าใช่ ฉันควรจะใช้เทคโนโลยีนี้อย่างไร และใช้เมื่อไหร่

การเอาตัวเองถอยห่างออกมา จะทำให้เรามีมุมมอง ของการใช้งานที่เปลี่ยนไป กลับมาเป็นผู้ควบคุมชีวิตตัวเอง
โดยต้องไม่ลืมว่า เวลาของเรานั้นมีคุณค่ามากกว่าการให้ไปเป็นสินค้าของใคร