My Running Journey

Running Journey ของผมไม่ได้มีอะไรหวือหวา

เริ่มต้นจากเดินลู่วิ่งในฟิตเนส แล้วเห็นคนข้างๆ วิ่งต่อเนื่องได้นานเป็นครึ่งค่อนชั่วโมง แต่ตัวเองวิ่งได้แค่ 2-3 นาที แม้แต่คุณภรรยาที่มาเริ่มออกกำลังกายพร้อมกัน ยังวิ่งบนลู่วิ่งได้ 5 k ก่อนผมเสียอีก

การผันตัวจากคนที่ไม่เคยวิ่ง แล้วมาวิ่ง ผมว่าเป็นขั้นตอนที่ยากที่สุด ตอนแรกเลยพอผมได้ยินคำว่าวิ่ง ก็จะตะบี้ตะบันสับขาให้เร็วที่สุด แน่นอนว่าเอาคนไม่ได้ออกกำลังมาวิ่งเร็วๆ วันแรกก็แทบจะถอดใจ และแอบบอกกับตัวเองว่า “หรือเราอาจจะไม่เหมาะ”

จนพอได้มาสังเกตและศึกษาวิธีการวิ่งจริงจัง ก็เลยมารู้ว่าที่ผ่านมาเราไม่รู้อะไรเลย

การวิ่งมันก็เหมือนการฝึกทุกอย่าง ต้องเริ่มจากง่ายไปยาก ,จากช้าไปเร็ว

ถ้าวิ่งเร็วต่อเนื่องนานไม่ได้ ก็วิ่งช้าๆสิ! พอค่อยๆเพิ่มความอึดของร่างกายผ่านการวิ่งช้าๆ ผมก็เริ่มวิ่งต่อเนื่องได้นานขึ้นจนผ่านไมล์สโตนแรกนั่นคือ 5 k

ตอนหลังเพิ่งมารู้ว่ามีสิ่งที่เรียกว่า การวิ่งโซนสอง

การวิ่งโซนสอง หรือ Zone 2 Running เป็นวิธีการฝึกวิ่งแบบคาร์ดิโอ เน้นการเผาผลาญไขมันเป็นพลังงานหลัก หลักการสำคัญของการวิ่งโซนสองก็ไม่มีอะไรมาก คือ วิ่งในอัตราการเต้นของหัวใจที่ต่ำ (ประมาณ 60-70% ของอัตราการเต้นของหัวใจสูงสุด) และ ขณะวิ่งรู้สึกสบายๆ หายใจสะดวก พูดคุยได้

นักวิ่งแต่ละคนมีโซนสองที่ไม่เท่ากัน และความเร็วไม่เท่ากัน บางคนวิ่งเร็วแต่หัวใจยังเต้นอยู่โซนสองก็เรียกได้ว่าร่างกายฟิตมาก

ผมมีการฝึกวิ่งเร็วบ้าง แต่ด้วยการที่มีโรคตับอักเสบเป็นโรคประจำตัว การฝืนสังขารตัวเองมากๆอาจจะไม่เหมาะนัก

หลังจากผ่านไมล์สโตน 5 k แรก ผมจำได้ว่าการวิ่ง 10 k เป็นความสำเร็จที่ขยับเข้ามาถึงเร็วกว่าที่คิด

แน่นอนว่าพอเข้าวงการวิ่ง สิ่งที่ตามมาติดๆคือ กลุ่มเพื่อนวิ่ง ,งานวิ่ง ,อุปกรณ์วิ่ง และความคิดที่จะพิชิตมาราธอน

Running is the greatest metaphor for life because you get out of it what you put into it.

Oprah Winfrey

บทเรียนที่ผมได้จากวิ่งอันนึงคือ มันเป็นกีฬาที่ไม่ซับซ้อนเลย อยากลงงานวิ่งระยะเท่าไหร่ ก็ซ้อมเท่านั้น เหมือนการเตรียมตัวสอบ ถ้าเตรียมตัวมาดี มันก็ไม่ประหม่าตอนลงสนาม

เป้าหมายการลงงานวิ่งของผมนั้นไม่ได้แข่งกับใครเลย นอกจากการแข่งกับตัวเอง ศัตรูที่แข็งแกร่ง ที่เป็นอุปสรรคในเส้นทางการวิ่งของผมก็คือความขึ้เกียจของผมเอง

ยอมรับเลยว่า ผมชื่นชมคนที่ตื่นมาวิ่งตี 4 ตี5 ได้ต่อเนื่องมาเป็นปีๆ เพราะผมรู้ว่ามันยากมาก

มีข้อแก้ตัวเป็นร้อยให้กับตัวเองเพื่อที่จะไม่ลุกขึ้นมาวิ่ง เช่น

  • “เมื่อวานวิ่งเยอะแล้ว”
  • “ต้องมีวันพักบ้าง(จริงๆแล้วไม่ได้วิ่งหนักอะไรเลย)”
  • “รู้สึกเพลียๆ เหมือนเมื่อคืนนอนไม่ค่อยหลับ”

การลงงานวิ่งจึงกลายเป็นเครื่องมือที่ทำให้หมดข้อแก้ตัวในการซ้อม

การซ้อมสำหรับการวิ่งฮาลฟ์มาราธอนหรือระยะ 21.5 k นั้นวางแผนซ้อมไม่ได้ยากมาก บางทีเราอาจจะซ้อมวิ่งถึงแค่ 15 k ก็พอ แล้ววันวิ่งจริงมันจะมีบรรยากาศของนักวิ่งรอบข้างลากพาเราเข้าเส้นชัยเอง

แต่ 42.195 k ในการวิ่งมาราธอน ระยะนี้นั่งมอไซต์ยังเหนื่อย การซ้อมมันเป็นอะไรมากกว่าแค่ตื่นมาวิ่ง มันต้องมีการวางแผนเรื่องการกินทั้งก่อนวิ่ง ระหว่างวิ่งด้วย ถ้าคนที่ทำงานประจำอาจจะต้องแบ่งเวลาเช้าเย็นเพื่อจะเก็บระยะซ้อมให้ถึง

โชคดีที่เวลาการทำงานของผมยืดหยุ่น การวางแผนซ้อมวิ่งให้ถึง 35 k ก็จัดตารางได้ไม่ยาก ความยากที่แท้จริง ก็คือการวิ่งให้ถึงนั่นแหล่ะ

มีหลายคนชอบพูดถึง ปีศาจ กิโลที่ 35 หมายถึง “กำแพง” ทางร่างกายและจิตใจที่นักวิ่งมาราธอนมักเผชิญเมื่อวิ่งถึงระยะ 35 กิโลเมตร ซึ่งอาจมีสาเหตุมาจาก ไกลโคเจน(หรือพลังงานที่สะสม)ในร่างกายเริ่มหมดลง ,สมองส่งสัญญาณว่า “ไม่ไหวแล้ว” และเริ่มคิดที่จะยอมแพ้

ผมไม่ได้มีปัญหานี้ เพราะปีศาจตัวที่ว่า มันมาหาผมตั้งแต่ระยะ 27k แม้จะวิ่งซ้อมเยอะแค่ไหน แต่ระยะนี้มันเหมือนหมดก๊อกทุกครั้ง

นักวิ่งหลายคนอาจจะมีกฏเหล็กว่า ยังไงก็จะไม่เดินในงานแข่งวิ่ง ถ้าวิ่งไม่ไหวก็หยุดยืน ยืด เหยียด แล้วก็วิ่งต่อ แต่ผมมีกฏข้อเดียวคือ วิ่งให้ถึงเส้นชัยก่อนเวลา cut off

ผมมีแนวคิดว่า ถ้าตัวเองไม่วิ่งเร็วขนาดได้ลุ้นรางวัล ก็วิ่งให้ร่างกายแข็งแรงก็พอ การต้องมาคิดทำลายสถิติเวลาของตัวเองไปเรื่อยๆนั้นไม่เอาเลย

The joy of the marathon is in finding new limits in yourself, not in competing with others.

Deena Kastor

สุดท้าย พอได้ผ่านมา 2 มาราธอนแบบไม่บาดเจ็บ ก็เป็นความสำเร็จมากแล้วสำหรับผม ที่จากตอนแรกวิ่งได้แค่ 200-300 เมตรเอง

เส้นทางการวิ่งของแต่ละคนย่อมไม่เหมือนกัน ผมเชื่อว่าถ้าใครได้เคยผ่านมาราธอนมาแล้วซักครั้ง จะรู้ว่าชีวิตของเราจะไม่เหมือนเดิม เราคนใหม่ที่วิ่ง(หรือเดิน) ได้ครบ 42.195k จะรู้ถึงความสำคัญของการมีวินัย การเคี่ยวเข็ญตัวเอง และการไม่ยอมแพ้

เป้าหมายการวิ่งของผมต่อจากนี้ คงไม่ได้เป็นเรื่องของการลงงานวิ่ง เพิ่มระยะ หรือทำเวลา แต่เป็นการที่ตัวเองยังสามารถวิ่งได้สม่ำเสมอไปเรื่อยๆ จนถึงอายุ 70-80 เหมือนนักวิ่งหลายๆคนที่ทำได้ แค่นี้ก็ happy แล้ว 🙂