New Year Resolution

พอเข้าใกล้สิ้นปีทีไหร่ เราก็มักคิดว่าจะมี new year resolution อะไรบ้างสำหรับปีหน้า

ผมคิดว่าการ adjust เป้าหมายที่ต้องการบรรลุมันทำได้ตลอดอยู่แล้ว ก็เลยไม่ได้มองเป็นระดับ yearly

มีคำแนะนำนึง บอกว่า ไม่ว่าเราจะตั้งเป้าอะไร เราควรจะตั้งเป้าโดยคำนึงถึงสิ่งที่เราควบคุมได้

ยกตัวอย่างเช่น การตั้งเป้าหมายเรื่องการลงุทน

ถ้าเราตั้งเป้าว่าจะให้พอร์ทโต 100% หรือ โตขึ้น 1 ล้านบาท แบบนี้มันจะเครียดมากเกินไป เพราะการที่จะได้ผลลัพธ์แบบนั้นมันมีปัจจัยภายนอกเข้ามาเกี่ยวด้วยเช่น สภาพตลาด และเศรษฐกิจ

แต่ควรจะตั้งเป้าประมาณว่า

“ชั้นจะตื่นตี 5 ขึ้นมาอ่านสรุปข่าวทุกวัน ตีกราฟวันละ 3 ชั่วโมง และอ่านหนังสือเกี่ยวกับการลงทุนอาทิตย์ละเล่ม” แบบนี้เป็นการตั้งเป้าที่เรา control ได้ทั้งหมด

ส่วนตัวก็มีเป้าหมาย หลายอันทั้งเรื่องเงิน งาน สุขภาพ แต่อันที่อยากจะแชร์คือ เรื่องของการ Decluttering ทุกอย่างในชีวิต

คำจำกัดความ ของ Declutteing

Decluttering” คือกระบวนการที่เกี่ยวข้องกับการลดของเสียหรือของที่ไม่จำเป็นออกจากพื้นที่หรือสิ่งรอบตัวเพื่อทำให้มีความเป็นระเบียบและสะดวกสบายมากขึ้น โดยมักจะเน้นที่การลดความซับซ้อนและการทำให้สิ่งต่าง ๆ ที่เหลือนั้นมีค่าและได้รับการใช้ประโยชน์จริง ๆ

จริงๆ ก็พยายามทำทุกวันอยู่แล้ว เรื่องการจัดบ้าน เอาของที่ไม่ได้ใช้ไปบริจาคที่มูลนิธิกระจกเงา ขายต่อหนังสือที่คิดว่าคงไม่ได้อ่านแล้ว

เริ่มปรับเปลี่ยนตัวเองเป็น Minimalist ลดของใช้ และความอยากของตัวเองลง

รวมไปถึงการทำ Digital Minimalism ด้วยซึ่งตอนนี้ที่ทำอยู่ (และอยากชวนผู้อ่านมาทำด้วย ^ ^) คือ

  • ลบ Contact ในโทรศัพท์, email, line และ app ต่างๆ
  • ลบรูปที่ไม่ได้ใช้แล้ว หรือเลือกรูปที่อยากเก็บไว้จริงๆ
  • ลบไฟล์ใน Cloud storage ทั้ง icloud, google drive, dropbox
  • ลบ app พวก Social media ทั้งหมดในโทรศัพท์ Facebook, Instagram, TikTok, Twitter ถ้าจำเป็นก็เข้าผ่าน Desktop พอเพราะอย่างน้อย มันก็ไม่ได้อยู่ติดตัวตลอด
  • จัด app ต่างๆ ในโทรศัพท์ให้เหลือน้อยที่สุด และเปลี่ยน wallpaper ให้ลดความฉูดฉาดลง
  • unsubscribe พวกช่อง youtube และ Newsletters ต่างๆ ที่ไม่ได้สร้างคุณค่าอะไรให้ชีวิต

เท่านี้ screen time ก็คงลดลงได้เยอะ และคงได้เวลากลับคืนมาเพียบ

App Journal ใน iOS 17.2

หลังจากอัพเดท iPhone SE รุ่น 3 เป็น iOS17.2 ก็เห็นแอพ Journal โผล่ขึ้นมา เลยไปค้นข้อมูลเพิ่ม และได้ลองใช้

โดยรวมแล้วก็เป็น app ให้เราเขียนไดอารี่และเก็บข้อมูลไว้บน cloud โดย เก็บเป็นข้อมูลส่วนตัวของเรา แม้แต่อยู่ๆจะมีคนหยิบโทรศัพท์ไปจากมือขณะที่เราเขียน App ก็จะ Detect ใบหน้าแล้วก็ Lock ทันที

Feature ที่น่าสนใจก็เป็นเรื่องของการแปะ content อื่นๆที่เราจะอยากเก็บรวบไว้ในวันนั้นเช่น รูป, vdo, ไฟล์เสียง, podcast ที่เราฟัง และที่ผมชอบที่สุดก็น่าจะเป็นเรื่องของ Suggestion

เวลาที่เราเขียน Journal ครั้งแรก อาจจะมีความยากในการเริ่มเขียน

Suggestion มันจะเป็นเหมือนตัวช่วยคิดคำถามให้เราเช่น

“วันนี้คุณได้ทำอะไรบ้างที่น่าจะเป็นประโยชน์แแก่คนอื่น”
“วันนี้คนที่คุณชื่นชมทำอะไรให้คุณประทับใจ และคุณได้เรียนรู้อะไร”

มันเปลี่ยนบริบทจากการเขียนคนเดียว กลายเป็นบทสนทนา ถาม-ตอบ ทำให้การเขียนง่ายขึ้น

ทำให้ผมนึกหนังสือเล่มนึงที่ชื่อ THE BOOK OF QUESTIONS. By: Gregory Stock เป็นหนังสือเล่มเล็กๆ ที่มีแต่คำถาม แต่น่าสนใจมากๆ

มุมมองของผมเปลี่ยนไปในเรื่องของการเขียน เพราะที่จริงแล้วตัวเราแต่ละคนมีวัตถุดิบที่จะเอามาใช้ในการเขียนเยอะมากๆ และการที่จะเอาวัตถุดิบเหล่านั้นออกมาใช้งาน

มันก็อาจจะเริ่มต้นแค่ การตั้งคำถามของตัวเราเอง

The Oxford Dictionary

เมื่อปี 1997 เป็นช่วงที่มีโอกาสได้ไปเรียนภาษาที่ออสเตรเลีย ตอนนั้นเรื่องภาษา และคำศัพท์ไม่ค่อยได้เรื่องเลย

มีสิ่งนึงที่เหมือนเป็นเพื่อนสนิท คือ dictionary จำได้ว่า ซื้อที่ห้าง Pacific Fair ประมาณ $25 ได้ (โคตรแพง 55)

ปกกับหน้าตาก็ประมาณนี้ (รูปจาก เน็ต)

มาในยุค Smart phone คนไม่ใช้ dict เป็นเล่มกันแล้ว

แต่พอได้มาอ่านหนังสือมากขึ้น มีความอยากหยิบจับโทรศัพท์น้อยลง เลยอยากได้ dict เป็นเล่ม แบบเดิมที่เคยใช้ พอหาเจอเล่มที่คล้ายๆกัน ก็มีคน F ตัดหน้าไปแล้ว

ก็เลยหาเล่มที่ใกล้เคียงมาแทนคือเล่มนี้

ใจจริงก็อยากได้เล่มที่เคยมีมากกว่านะ แต่ผ่านมา 30 ปี ถ้าอยู่สภาพคงไม่ได้แล้วหล่ะ

พอได้กลับมาใช้ มันรู้เลยว่าได้ความสะดวกอีกแบบ คือ

  • ไม่ต้องพกโทรศัพท์ไว้ใกล้ อย่างวันอาทิตย์ก็ปิดแล้วทิ้งไปได้เลย โฟกัสกับการอ่านอย่างเดียว
  • การอ่านหนังสือจริง กับ สลับมาเปิด dict มันไม่รู้สึกถูก distracted เหมือนมาเปิดดูศัพท์ในโทรศัพท์
  • สบายตา
  • จำได้มากขึ้น เหมือนมันใช้เวลามากกว่าการคลิ๊ก พอเจอแล้วก็ต้องใช้ energy ในการจำนิดนึงจะได้ไม่ต้องเปิดมาดูใหม่อีกรอบ และก็ได้กวาดสายตาดูคำศัพท์อื่นด้วย

จะว่าไป ตอนที่เคยมี เราก็ไม่ได้เห็นคุณค่าการเปิด dict เท่านี้

แต่ก็นะ เล่มนึงก็หนักอยู่ สุดท้ายก็เอาไว้ใช้ตอนอ่านอยู่บ้านเท่านั้น 🙂

Sunk cost (part 2)

มีรุ่นน้องคนนึง ทำงานเป็นวิศวกรมาได้ 10 กว่าปี ถึงได้รู้ตัวเองว่า จริงๆแล้วอยากเป็นหมอมากกว่า

ก็เลยตัดสินใจ Ent ใหม่ เข้ามาเรียนหมอในวัย 30 กว่าพร้อมกับเด็กรุ่น 18-19

ส่วนตัวแล้ว ผมคิดว่าเป็นการตัดสินใจที่ดี

มีหลายคนที่เลือกที่จะยืนอยู่ในจุดที่ตัวเองไม่ชอบ ทั้งในเรื่องงานและความสัมพันธ์ เพียงด้วยเหตุผลที่ว่า

“อุตส่าห์ใช้เวลาร่ำเรียนมาตั้งหลายปี” หรือ “อุตส่าห์ใช้เวลาคบหากับคนนี้มาตั้งนาน”

เวลาและพลังงาน ที่เราได้ใช้ไปในเมื่อวาน เดือนก่อน ปีก่อน ล้วนเป็น Sunk cost (ต้นทุนจม) แล้วทั้งสิ้น

ถ้าวันนี้เราเป็นวิศวกร สิบปีที่ผ่านมาก็เป็นวิศวกร คำถามคือ ถ้าไม่เอาเรื่อง Sunk cost มาคิด

ในวันพรุ่งนี้และวันต่อไป “เรายังอยากเป็นวิศวกรอยู่มั้ย?”

ในแง่การลงทุน

กับดักเรื่องต้นทุนจม เป็นสิ่งที่ทำให้เราตัดสินใจคลาดเคลื่อน

ถ้าวันนี้เราจะซื้อหุ้นเพิ่ม ถือต่อ ขายทิ้ง ควรจะขึ้นอยู่กับการดำเนินงานในปัจจุบัน และในอนาคตของบริษัท

ปัจจัยเรื่องต้นทุนในมือ หรือ ราคาในอดีต ไม่ควรเอามาคิด เพราะ เป็นเรื่องที่มัน Sunk ไปแล้ว

ในเรื่องความสัมพันธ์

ถ้าเราได้ตัดสินใจแล้วว่า อยากจะมีชีวิตร่วมกับคนๆนึง ในวันพรุ่งนี้และวันต่อๆไป

เรื่องที่ผิดใจกัน การทะเลาะ การต่อว่าต่างๆ

ก็ล้วนเป็นเรื่องที่จบไปแล้วในอดีต ไม่ควรเอามาคิดให้เสียเวลาเช่นเดียวกัน

“If there were one thing I could tell my past self…”

มนุษย์ก็เป็นเหมือนสิ่งมีชีวิตอื่นๆบนโลก ที่เป็น short term driven 

ธรรมชาติของมนุษย์ไม่ได้ถูกออกแบบมา ให้มองเป็น Long term เช่น วางแผนเกษียณ หรือ ออกแบบแผนการเงินในอีก 40 ข้างหน้า

การใช้ metric ต่างๆ มาเป็นตัวช่วยในการ track จะทำให้เรา stick กับเป้าหมายได้มากขึ้น 

เป็นเหตุผลเดียวกับที่เราชอบการนับก้าว นับแคล ดูน้ำหนักบนเครื่องชั่ง เพราะ เป็นสิ่งที่เราสามารถเห็นได้ทันที

การเงินก็เหมือนกัน เราจะ stick กับแผนระยะยาวได้ ตัวช่วยที่ดีมาก คือ การทำบัญชีแบบละเอียด ส่วนตัวก็เพิ่งมาทำได้ไม่กี่ปีนี้เอง

ในวัย 42 ถ้ามีโอกาสย้อนกลับไป20ปี บอกตัวเองตอนอายุ 22 ได้ 1 เรื่อง 

จะบอกว่า “เอ็งทำบัญชีรายรับ รายจ่าย ให้ละเอียดเถอะ เดี๋ยวเรื่องความกระตือรือร้น อย่างอื่นจะตามมาเอง”