Service charge

เมื่อประมาณเดือนธันวาคมปีที่แล้วผมมีโอกาสได้พาครอบครัวคุณภรรยาไปทานอาหารกลางวันที่ร้านอาหารแห่งนึง

ช่วงเวลากลางวันของวันธรรมดา คนในร้านบางตา จึงมีพนักงานหลายคนได้คอยมาดูที่โต๊ะอาหารของครอบครัวผมว่า ต้องการความช่วยหรือบริการอะไรเป็นพิเศษมั้ย

ด้วยความที่คุณพ่อและคุณแม่ของคุณภรรยาเป็นผู้สูงอายุ จึงได้ขอความช่วยเหลืออยู่ 2-3 ครั้ง และก็ได้การบริการที่เอาใจใส่ และประทับใจ

ตอนเช็คบิลผมตรวจสอบรายการอาหารครบถ้วน และเห็นว่าทางร้านไม่ได้มี service charge ก็เลยทิป พนักงานคนที่เข้ามาให้บริการไป 100 บาท ซึ่งพนักงานก็ดูดีใจ และผมคิดว่าเค้าก็น่าจะมีกำลังใจในการให้บริการอย่างเต็มที่สำหรับโต๊ะถัดไป

วันนี้ที่ร้านเดิม ในช่วงเวลากลางวันของวันธรรมดา คนบางตาเป็นปกติ แต่ผมสังเกตว่าการให้บริการดูเปลี่ยนไปอย่างเห็นได้ชัด ไม่ใช่ไม่ดี แต่ก็ไม่ประทับใจ (ส่วนตัวผมคิดว่ายังไงเดี๋ยวคงให้ทิปไปเท่าเดิมแหล่ะ)

แต่ตอนเช็คบิลคราวนี้ ทางร้านมีการบวกเพิ่ม 10% เป็น Service charge มาแล้ว ผมเลยคิดว่าถ้างั้นไม่ให้ทิปก็คงไม่เป็นไรเพราะ 10% ของราคาอาหารก็ปาไป 300 กว่าบาทแล้ว

จริงๆ การที่ร้านคิด Service charge ผมว่าก็ไม่ได้เสียหายอะไร แต่มันก็เคยมีประเด็นในโลกออนไลน์เหมือนกันว่าบางร้านไม่ได้แจ้งก่อน ทำให้มีปัญหาภายหลัง

ในกรณีผม ถึงเค้าแจ้ง ผมก็คงทานที่ร้านนี้อยู่ดี เพราะอาหารใช้ได้ และจอดรถสะดวกสำหรับผู้ที่ใช้รถเข็น

ประเด็นที่น่าสนใจคือ การมี Service Charge ทำให้คุณภาพของการบริการลดลงรึเปล่า? เพราะเท่าที่ผมถามหลายๆคนที่รู้จัก ก็ไม่ได้ทิปพนักงานเพิ่ม หากรู้ว่ามีการเก็บ Service Charge แล้ว

และจะว่าไปในแง่ของพนักงาน ก็ไม่มีความจำเป็นอะไรที่ต้องให้บริการแบบ extra เพราะรู้อยู่แล้วว่าจะไม่ได้ทิปเพิ่ม

ด้วยความที่ผมยังไม่เคยเจอร้านไหนแจ้งว่า Service Charge นี้เอาทำอะไรบ้าง อย่างในแอปสั่งอาหารเค้าก็จะมีบอกว่า “ทิปทั้งหมดจะส่งตรงให้กับพนักงาน”

แต่ตามร้านอาหารที่ส่วนใหญ่ที่บวกเพิ่ม 10% ถ้าจะบอกว่าเป็นทิปเข้าพนักงานทั้งหมด ผมว่าก็อาจจะเยอะไปเมื่อเทียบกับการบริการที่ได้รับ แต่ถ้าเป็นวิธีการขึ้นราคาอาหารแบบนึง การปรับที่ราคาอาหารเลยอาจจะดูโปร่งใส และเสียความรู้สึกน้อยกว่าสำหรับลูกค้า

My Running Journey

Running Journey ของผมไม่ได้มีอะไรหวือหวา

เริ่มต้นจากเดินลู่วิ่งในฟิตเนส แล้วเห็นคนข้างๆ วิ่งต่อเนื่องได้นานเป็นครึ่งค่อนชั่วโมง แต่ตัวเองวิ่งได้แค่ 2-3 นาที แม้แต่คุณภรรยาที่มาเริ่มออกกำลังกายพร้อมกัน ยังวิ่งบนลู่วิ่งได้ 5 k ก่อนผมเสียอีก

การผันตัวจากคนที่ไม่เคยวิ่ง แล้วมาวิ่ง ผมว่าเป็นขั้นตอนที่ยากที่สุด ตอนแรกเลยพอผมได้ยินคำว่าวิ่ง ก็จะตะบี้ตะบันสับขาให้เร็วที่สุด แน่นอนว่าเอาคนไม่ได้ออกกำลังมาวิ่งเร็วๆ วันแรกก็แทบจะถอดใจ และแอบบอกกับตัวเองว่า “หรือเราอาจจะไม่เหมาะ”

จนพอได้มาสังเกตและศึกษาวิธีการวิ่งจริงจัง ก็เลยมารู้ว่าที่ผ่านมาเราไม่รู้อะไรเลย

การวิ่งมันก็เหมือนการฝึกทุกอย่าง ต้องเริ่มจากง่ายไปยาก ,จากช้าไปเร็ว

ถ้าวิ่งเร็วต่อเนื่องนานไม่ได้ ก็วิ่งช้าๆสิ! พอค่อยๆเพิ่มความอึดของร่างกายผ่านการวิ่งช้าๆ ผมก็เริ่มวิ่งต่อเนื่องได้นานขึ้นจนผ่านไมล์สโตนแรกนั่นคือ 5 k

ตอนหลังเพิ่งมารู้ว่ามีสิ่งที่เรียกว่า การวิ่งโซนสอง

การวิ่งโซนสอง หรือ Zone 2 Running เป็นวิธีการฝึกวิ่งแบบคาร์ดิโอ เน้นการเผาผลาญไขมันเป็นพลังงานหลัก หลักการสำคัญของการวิ่งโซนสองก็ไม่มีอะไรมาก คือ วิ่งในอัตราการเต้นของหัวใจที่ต่ำ (ประมาณ 60-70% ของอัตราการเต้นของหัวใจสูงสุด) และ ขณะวิ่งรู้สึกสบายๆ หายใจสะดวก พูดคุยได้

นักวิ่งแต่ละคนมีโซนสองที่ไม่เท่ากัน และความเร็วไม่เท่ากัน บางคนวิ่งเร็วแต่หัวใจยังเต้นอยู่โซนสองก็เรียกได้ว่าร่างกายฟิตมาก

ผมมีการฝึกวิ่งเร็วบ้าง แต่ด้วยการที่มีโรคตับอักเสบเป็นโรคประจำตัว การฝืนสังขารตัวเองมากๆอาจจะไม่เหมาะนัก

หลังจากผ่านไมล์สโตน 5 k แรก ผมจำได้ว่าการวิ่ง 10 k เป็นความสำเร็จที่ขยับเข้ามาถึงเร็วกว่าที่คิด

แน่นอนว่าพอเข้าวงการวิ่ง สิ่งที่ตามมาติดๆคือ กลุ่มเพื่อนวิ่ง ,งานวิ่ง ,อุปกรณ์วิ่ง และความคิดที่จะพิชิตมาราธอน

Running is the greatest metaphor for life because you get out of it what you put into it.

Oprah Winfrey

บทเรียนที่ผมได้จากวิ่งอันนึงคือ มันเป็นกีฬาที่ไม่ซับซ้อนเลย อยากลงงานวิ่งระยะเท่าไหร่ ก็ซ้อมเท่านั้น เหมือนการเตรียมตัวสอบ ถ้าเตรียมตัวมาดี มันก็ไม่ประหม่าตอนลงสนาม

เป้าหมายการลงงานวิ่งของผมนั้นไม่ได้แข่งกับใครเลย นอกจากการแข่งกับตัวเอง ศัตรูที่แข็งแกร่ง ที่เป็นอุปสรรคในเส้นทางการวิ่งของผมก็คือความขึ้เกียจของผมเอง

ยอมรับเลยว่า ผมชื่นชมคนที่ตื่นมาวิ่งตี 4 ตี5 ได้ต่อเนื่องมาเป็นปีๆ เพราะผมรู้ว่ามันยากมาก

มีข้อแก้ตัวเป็นร้อยให้กับตัวเองเพื่อที่จะไม่ลุกขึ้นมาวิ่ง เช่น

  • “เมื่อวานวิ่งเยอะแล้ว”
  • “ต้องมีวันพักบ้าง(จริงๆแล้วไม่ได้วิ่งหนักอะไรเลย)”
  • “รู้สึกเพลียๆ เหมือนเมื่อคืนนอนไม่ค่อยหลับ”

การลงงานวิ่งจึงกลายเป็นเครื่องมือที่ทำให้หมดข้อแก้ตัวในการซ้อม

การซ้อมสำหรับการวิ่งฮาลฟ์มาราธอนหรือระยะ 21.5 k นั้นวางแผนซ้อมไม่ได้ยากมาก บางทีเราอาจจะซ้อมวิ่งถึงแค่ 15 k ก็พอ แล้ววันวิ่งจริงมันจะมีบรรยากาศของนักวิ่งรอบข้างลากพาเราเข้าเส้นชัยเอง

แต่ 42.195 k ในการวิ่งมาราธอน ระยะนี้นั่งมอไซต์ยังเหนื่อย การซ้อมมันเป็นอะไรมากกว่าแค่ตื่นมาวิ่ง มันต้องมีการวางแผนเรื่องการกินทั้งก่อนวิ่ง ระหว่างวิ่งด้วย ถ้าคนที่ทำงานประจำอาจจะต้องแบ่งเวลาเช้าเย็นเพื่อจะเก็บระยะซ้อมให้ถึง

โชคดีที่เวลาการทำงานของผมยืดหยุ่น การวางแผนซ้อมวิ่งให้ถึง 35 k ก็จัดตารางได้ไม่ยาก ความยากที่แท้จริง ก็คือการวิ่งให้ถึงนั่นแหล่ะ

มีหลายคนชอบพูดถึง ปีศาจ กิโลที่ 35 หมายถึง “กำแพง” ทางร่างกายและจิตใจที่นักวิ่งมาราธอนมักเผชิญเมื่อวิ่งถึงระยะ 35 กิโลเมตร ซึ่งอาจมีสาเหตุมาจาก ไกลโคเจน(หรือพลังงานที่สะสม)ในร่างกายเริ่มหมดลง ,สมองส่งสัญญาณว่า “ไม่ไหวแล้ว” และเริ่มคิดที่จะยอมแพ้

ผมไม่ได้มีปัญหานี้ เพราะปีศาจตัวที่ว่า มันมาหาผมตั้งแต่ระยะ 27k แม้จะวิ่งซ้อมเยอะแค่ไหน แต่ระยะนี้มันเหมือนหมดก๊อกทุกครั้ง

นักวิ่งหลายคนอาจจะมีกฏเหล็กว่า ยังไงก็จะไม่เดินในงานแข่งวิ่ง ถ้าวิ่งไม่ไหวก็หยุดยืน ยืด เหยียด แล้วก็วิ่งต่อ แต่ผมมีกฏข้อเดียวคือ วิ่งให้ถึงเส้นชัยก่อนเวลา cut off

ผมมีแนวคิดว่า ถ้าตัวเองไม่วิ่งเร็วขนาดได้ลุ้นรางวัล ก็วิ่งให้ร่างกายแข็งแรงก็พอ การต้องมาคิดทำลายสถิติเวลาของตัวเองไปเรื่อยๆนั้นไม่เอาเลย

The joy of the marathon is in finding new limits in yourself, not in competing with others.

Deena Kastor

สุดท้าย พอได้ผ่านมา 2 มาราธอนแบบไม่บาดเจ็บ ก็เป็นความสำเร็จมากแล้วสำหรับผม ที่จากตอนแรกวิ่งได้แค่ 200-300 เมตรเอง

เส้นทางการวิ่งของแต่ละคนย่อมไม่เหมือนกัน ผมเชื่อว่าถ้าใครได้เคยผ่านมาราธอนมาแล้วซักครั้ง จะรู้ว่าชีวิตของเราจะไม่เหมือนเดิม เราคนใหม่ที่วิ่ง(หรือเดิน) ได้ครบ 42.195k จะรู้ถึงความสำคัญของการมีวินัย การเคี่ยวเข็ญตัวเอง และการไม่ยอมแพ้

เป้าหมายการวิ่งของผมต่อจากนี้ คงไม่ได้เป็นเรื่องของการลงงานวิ่ง เพิ่มระยะ หรือทำเวลา แต่เป็นการที่ตัวเองยังสามารถวิ่งได้สม่ำเสมอไปเรื่อยๆ จนถึงอายุ 70-80 เหมือนนักวิ่งหลายๆคนที่ทำได้ แค่นี้ก็ happy แล้ว 🙂

การลดน้ำหนัก

ถ้าพูดถึงเรื่องการออกกำลังกาย ที่ผ่านมาผมลองเล่นมาหลายอย่างมาก เล่นบาส ตีแบต ตีกอล์ฟ แต่สุดท้ายก็มาจบที่การวิ่ง

จุดเริ่มต้นของการมาวิ่ง ก็น่าจะมาจากตอนไปสมัครฟิตเนส เมื่อ 7 ปีก่อน เพราะอยากจะลดความอ้วน หลังจากที่พบว่าตัวเองทำน้ำหนัก New high ไปแตะ 103 ก.ก.!!

เริ่มสังเกตตัวเองว่า พอไปถึงฟิตเนส ก็จะชอบเดินๆวิ่งๆ บน treadmill ซะส่วนใหญ่ มีไปลองเวทอะไรบ้าง แต่ก็ไม่คิดจะเอาดีทางนั้น

เวลาที่ไปถึงฟิตเนสช่วงแรกก็คือจะมีวินัยมากไปถึงตั้งแต่ตอนฟิตเนสเปิดประมาณ 6 โมงเช้า

ยังจำความรู้สึกและได้ว่าตอนเดินบนลู่วิ่งประมาณ 5 นาทีแรกรู้สึกเหนื่อยแทบแย่ เพราะว่าเป็นช่วงที่ร่างกายพังและห่างเหินจากการออกกำลังกายมานาน

ยังแอบสังเกตคนที่วิ่งลู่วิ่งอยู่ข้างข้างว่า “เค้าเก่งจังเลยนะ วิ่งต่อเนื่องได้เป็นครึ่งชั่วโมง”

ด้วยความที่รู้สึกเสียดายเงินค่าสมัครฟิตเนสไปถ้าจำไม่ผิดจะอยู่ที่เดือนละประมาณ 2400 บาท (ตอนนั้นไปเล่นได้ต่อเนื่องจนเกือบปี) หลังจากผ่านไปสามเดือนของการกลับมาออกกำลังกาย น้ำหนักเริ่มลงมาอยู่ที่ 90 ก.ก.

ตอนนั้นเริ่มวิ่งบนลู่วิ่งได้นานขึ้นเลยมั่นใจว่าตัวเองน่าจะออกไปวิ่งตามสนามกีฬาหรือจุดออกกำลังกายที่เป็น outdoor บ้าง

พอก็มีความสนใจเกี่ยวกับการวิ่งมากขึ้นก็เลยไปอ่านในกรุ๊ปวิ่ง เริ่มซื้อรองเท้าที่เหมาะกับการวิ่งมากขึ้น

ผมว่าข้อดีของการเอาตัวเองไปแวดล้อมด้วยคนที่ชอบอะไรเหมือนเหมือนกัน และมีความเชื่อเหมือนกัน มันก็เป็นตัวช่วยกระตุ้นและส่งเสริม ทำให้เราไม่ออกนอกลู่นอกทางดี

อย่างในกรณีนี้ผมเอาตัวเองเข้าไปอยู่ในกรุ๊ปของคนที่ดูแลและรักษาสุขภาพ มันก็ทำให้ตัวเองรู้สึกว่าต้องปรับเรื่องอาหารการกิน และวิธีการการกิน

จนทำให้ตัวเองค้นพบวิธีการ IF หรือ intermittent fasting และสุดท้ายน้ำหนักก็กลับมาอยู่ที่ 77 ก.ก. ได้

เคยอ่านเรื่องราวของคนที่ตั้งใจลดน้ำหนักมาหลายเคสเหมือนกัน และก็คิดว่ามันเป็นเรื่องเหลือเชื่อนะที่ลดน้ำหนักกันเป็น 30-40 กิโลได้

พอมาทดลองทำกับตัวเองก็เลยรู้ว่ามันเป็นไปได้ถ้าเราตั้งใจ

สรุปเรื่องการลดน้ำหนักของผมก็ไม่ได้มีอะไรซับซ้อน หลักๆก็มี

  • การออกกำลังกายแบบไม่หักโหมเกินไป (เดิน-วิ่ง วันละ 10,000 ก้าว)
  • ลดของหวานและอาหารพวกแป้ง
  • นอนก่อนสี่ทุ่ม และนอนให้ได้ 7 ชั่วโมง
  • ทำ IF 8/16 ชั่วโมง
  • และที่สำคัญ ห้ามใจร้อน (ถ้าตั้งเป้าลด 10 กิโลก็อาจจะตั้งเป้าซัก 6-10 เดือน) แต่ถ้าเปลี่ยนพฤติกรรมแบบถาวรได้ คือ ดีที่สุดครับ

จริงๆเรื่องเกี่ยวกับเรื่องการวิ่ง ยังอยากเล่าต่ออีกเยอะมากแต่เดี๋ยวคงมาเขียนในโพสต์หน้าครับ 😊

“โรคดิเมนเชีย” (Dementia) และการป้องกัน

คนส่วนใหญ่เข้าใจว่า อาการเจ็บป่วยอย่างโรค “โรคดิเมนเชีย” (Dementia) เป็นสิ่งที่ไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้ เมื่อคนเราอายุมากขึ้น เราก็มักจะยอมจำนนกับความเชื่อว่ามันเป็นเรื่องปกติ

David Raichlen ผู้เชี่ยวชาญทางด้านสมอง ได้เล่าให้ฟังว่า โรคดิเมนเชีย เป็นสิ่งที่สามารถป้องกันได้ และลดความเสี่ยงได้อย่างมีนัยยะ

“โรคดิเมนเชีย” (Dementia) บางคนอาจจะเข้าใจว่าแปลว่า โรคสมองเสื่อม แต่อาจจะไม่ถูกต้องซะทีเดียวเพราะ โรคดิเมนเชียไม่ได้เป็นเพียงการเสื่อมสภาพของสมองเท่านั้น

แต่เป็นภาวะที่มีความผิดปกติในการทำงานของสมองต่างๆ ทำให้ผู้ป่วยมีปัญหาในการคิด จดจำ และปฏิบัติตามคำสั่งต่างๆ ซึ่งอาจทำให้เกิดผลกระทบต่อชีวิตประจำวันและคุณภาพชีวิตทั้งของผู้ป่วยและครอบครัว

คำแนะนำหลักๆ ที่ David ให้ก็คือ การออกกำลังกาย หรือ more physical activities

การออกกำลังกายไม่เพียงช่วยเสริมสร้างระบบอวัยวะภายในร่างกาย แต่ยังมีผลที่ดีต่อสมองของมนุษย์ด้วย

David กล่าวถึง ความเชื่อที่ผิดของทฤษฎีเก่าๆในวงการสมองวิทยา ซึ่งเคยกล่าวว่าสมองไม่สามารถสร้างเซลล์ประสาทใหม่ในวัยผู้ใหญ่

แต่ในยุคที่เป็นหลักฐานใหม่ พบว่าการออกกำลังกายทำให้เกิดการสร้างเซลล์ประสาทใหม่ในส่วนของสมองที่เกี่ยวข้องกับการจดจำ ทำให้เกิดผลกระทบที่ดีต่อสมองของมนุษย์

ในรายการ Diary of a ceo David ได้แนะนำแนวทางการใช้ชีวิตเพื่อลดความเสี่ยงโรค “โรคดิเมนเชีย” (Dementia) ไว้ดังนี้

  1. พยายาม exercise ทุกวัน ตาม standard ของ Heath organization คือ 150 นาทีต่อสัปดาห์
  2. การ exercise อาจจะเป็นการเดินให้ไม่ต่ำกว่า 5000 ก้าวต่อวัน หรือ ถ้าเต้นแอโรบิคได้ก็ดี
  3. หลีกเลี่ยงการนอนหลับที่เยอะหรือน้อยเกินไป sweet spot อยู่ที่ประมาณ 7 ชั่วโมงต่อวัน
  4. หลีกเลี่ยงการนั่งต่อเนื่องเกินสองชั่วโมง และในหนึ่งวันไม่ควรนั่งนานเกิน 9 ชั่วโมง (การนั่งนานเกิน 9 ชั่วโมง เพิ่มความเสี่ยงที่จะเป็นโรคดิเมนเชียมากขึ้นถึง 60%)
  5. พยายามเอาตัวเองไปเรียนรู้อะไรใหม่ๆ อาจจะเป็นการคิดคำนวณ หรือหลักสูตรอะไรที่ให้ใช้ความคิด ความจำ
  6. หลีกเลี่ยงการดื่มแอลกอฮอล์ หรือ ผู้ชายดื่มไม่เกินสองแก้ว ผู้หญิงดื่มไม่เกินหนึ่งแก้วต่อ วัน
  7. พยายามปรับอาหารให้เป็น plant based มากขึ้น การกินสไตล์ เมดิเตอร์เรเนี่ยน ที่เน้นผัก ผลไม้ ดีมาก

อัตราการเป็นโรคดิเมนเชียของคนในยุคปัจจุบันเพิ่มสูงขึ้น ตามสถิติของคนในอเมริกาปัจจุบันมีมากกว่า 6 ล้านคน และเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ

โรคดิเมนเชียส่งผลกระทบกับตัวผู้ป่วยเองและครอบครัว การป้องกันนั้นเป็นอะไรที่ไม่เห็นผลในทันที แต่ถ้าเราได้รู้แล้วว่ามันใกล้ตัวกว่าที่คิด ก็เริ่มค่อยๆปรับตารางการใช้ชีวิตแบบที่ David แนะนำ ดูแล้วก็ไม่ได้ยากเกินไป

ประโยชน์ของ gratitude journal

เมื่อวานคุณแม่ของภรรยาผมถามผมว่า

“นัทจำได้มั้ยเมื่อคราวก่อน หม่าม๊าทำกับข้าวอะไรให้ไป? แล้วนัทก็บอกว่าอร่อยมาก กินหมดเลย”

เป็นคำถามที่ผมนั่งนึกอยู่นานมาก ส่วนนึงเพราะท่านให้กับข้าวมาบ่อย และอร่อยทุกอย่าง

และจะว่าไป ถ้ามีคำถามอื่นที่ถามว่า

เมื่อ 3 วันที่แล้วเรามีความสุขกับเรื่องอะไร? หรือ เมื่องานสังสรรค์คราวก่อนเราประทับใจอะไรบ้าง?

ผมเชื่อว่าคนส่วนใหญ่คงจำไม่ได้เช่นกัน

มีเรื่องราวมากมายเกิดขึ้นในชีวิตของเรา ทั้งที่เราถูกใจ และไม่ถูกใจ แต่เรามักจะเลือกที่จะจำเหตุการณ์ที่เราไม่ถูกใจได้อย่างแม่นยำ และปล่อยผ่านเรื่องราวดีๆ ให้ลืมเลือนไป

เช่นเดียวกับความคิด ในหนึ่งวันเราคิดมากกว่า 70000 เรื่อง มากกว่าครึ่งเป็นความคิดด้านลบ

การเขียน gratitude journal เป็นสิ่งนึงที่ทำให้เราได้กลับมานั่งทบทวนเรื่องราวที่เราอยากจะขอบคุณ หรือรู้สึกขอบคุณ

เรื่องราวดีๆที่เราพร้อมจะลืม

The Palest Ink Is Better Than the Best Memory.

น้ำหมึกที่จางที่สุดก็ยังดีกว่าการใช้ความจำ

Chinese proverb

อย่าลืมว่าชีวิตของเรา ถูก shape ขึ้นจากความคิดของเรา

ถ้าสมองเราจัดเก็บข้อมูลด้านลบไว้เยอะ แน่นอนว่า มันย่อมส่งผลกับชีวิตไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง

การที่เราจดบันทึกนี้เองจะเป็นตัวช่วยให้เราคัดกรองเรื่องไม่ดีออกไป เก็บไว้แต่เรื่องราวดีๆ และความรู้สึกดีๆ

ส่วนเรื่องกับข้าวของคุณแม่ยาย ที่เกริ่นไว้ตอนแรก นั่นก็คือ น้ำพริกอ่องนั้นเอง 🙂