How to set your goal แบบ Brian Tracy

เรามีเรื่องที่อยากทำมากมายในชีวิต แต่เราคงไม่สามารถทำได้ทั้งหมด ถ้ามันไม่สมเหตุสมผลกับเวลาที่เรามี

และถึงแม้เราจะมีเวลาเหลือเฟือ แต่การไม่ Focus กับอะไรเลย ก็ยากที่เราจะบรรลุเป้าหมายนั้น

Brian Tracy นักพูดและนักสร้างแรงบันดาลใจระดับได้ นำเสนอวิธีการเลือกเป้าหมายที่เราต้องการจะ Achieve ด้วยการ Brainstrom และใช้ Filter ง่ายๆ ดังนี้

ให้เรา ลิสต์ สิ่งที่เรา “อยากได้ อยากเป็น อยากมี” จากวันนี้ภายในหนึ่งปี ออกมาให้ครบ 10 อย่าง

และการเขียนก็ควรจะเขียนด้วย Present tense ยกตัวอย่างเช่น

สมมติเราตั้งเป้าว่าจะสอบ TOEIC ได้คะแนน 900 ขึ้นไป

เราจะไม่เขียนว่า “ฉันจะสอบ TOEIC ให้ได้คะแนนมากกว่า 900 คะแนน

แต่ให้เขียนว่า

“ฉันสอบ TOEIC ได้คะแนนมากกว่า 900 คะแนน”

พอเขียนเป้าหมาย หรือ สิ่งที่เราปรารถนาจะทำให้สำเร็จ ได้ครบ 10 ข้อแล้ว

ให้เราจินตนาการว่า เรามีไม้กายสิทธิ์ ที่สามารถเสกให้ 3 ใน 10 ข้อ เป็นจริงได้ภายใน 24 ชั่วโมง เราจะเลือกให้อะไรเป็น Priority (นั้นเป็นเหตุผลว่าทำไมต้องเขียนเป็น Present Tense)

โดย 3 สิ่งนี้ จะต้องเป็นสิ่งที่ส่งผล และมีคุณค่ากับชีวิตของเรามากที่สุด

จากนั้นก็เอา 3 ข้อที่ได้เข้าสู่ขบวนที่เรียกว่า 7 steps to achieving your goals ซึ่งมีดังนี้

1. เขียนสิ่งที่เราเลือก ลงในกระดาษ (ตัวอย่างเช่น สอบ TOEIC ให้ได้คะแนนเกิน 900)

2. เขียนออกมาให้ชัดเจนที่สุด ให้จับต้องได้ มีระยะเวลาที่กำหนด และเหตุผลว่าทำไมถึงอยากทำสิ่งนี้ (ตัวอย่างเช่น สอบ TOEIC ให้ได้คะแนนเกิน 900 ก่อนสิ้นปี เพื่อที่จะขอปรับเลื่อนตำแหน่งงาน”

3. เขียน list ทุกอย่างที่นึกออก ว่ามีเรื่องอะไรบ้างที่ต้องทำ เรื่องที่เกี่ยวข้อง ส่งผลให้เป้าหมายของเราเป็นจริง (ตัวอย่างเช่น course ที่ต้องเรียน, หนังสือที่ต้องอ่าน, ทำตัวอย่างข้อสอบ หรือ ข้อคำแนะนำจากใคร)

4. จัดระเบียบ list ที่เขียนเสร็จ ออกมาเป็นขั้นตอน อะไรอยู่ก่อน-หลัง แบ่งออกมาเป็น task ย่อยๆ

5. กำหนด deadline แต่ละ step ตามความเร่งด่วน อาจจะทำเป็น to-do list เพื่อให้เราสามารถเห็นภาพใหญ่ว่าอะไรควรจะทำเสร็จเมื่อไหร่.

6. ลงมือทำ ทำทุกวัน ถึงแม้จะเป็น task เล็กๆ แต่ถ้าเราทำทุกวัน เราจะขยับเข้าใกล้เป้าหมายมากขึ้น

7. Focus และ monitor สิ่งที่เราทำ ว่าติดขัด หรือต้องปรับอะไรตรงไหน หลังจากเราได้ลงมือทำแล้ว และวัดผลอยู่ตลอด

การตั้งเป้าหมายเป็นเหมือนการวางทิศทางที่เราจะเดินไป ซึ่ง filter ของ Brian Tracy เป็นเหมือนเครื่องมือช่วยที่จะทำให้เราเห็นภาพชัดเจนมากขึ้น และตัดเรื่องที่ไม่สลักสำคัญจริงๆออกไป

เทคนิคการเรียนแบบ Feynman

Skill ที่มีการพูดถึงกันมากในยุคนี้คือ Learning how to learn

Cal Newport ได้สรุปถึงวิธีการเรียนที่ถูกต้อง ถ้าจะรู้ได้ว่าเราเข้าใจสิ่งที่เราได้เรียนจริง เราต้องสอนคนอื่นให้เข้าใจได้

Richard Feynman เป็นนักฟิสิกส์ระดับรางวัลโนเบลคนนึง ซึ่งมีความสามารถระดับสูง ในการอธิบายสิ่งที่ยากๆให้เข้าใจง่าย

ซึ่งวิธีที่ใช้เรียนรู้ของ Richard ถูกนำมาขยายความในภายหลัง ซึ่งในตอนที่เค้าใช้หลักการนี้ มันยังไม่ได้ถูกนิยามว่าเป็น How-to ด้วยซ้ำ

ซึ่งจะมี 4 ขั้นตอนด้วยกัน

1. เลือก topic ที่เราสนใจ อาจจะเป็นเรื่องที่รู้อยู่แล้ว แต่อยากรู้มากขึ้น หรือเป็นเรื่องใหม่ๆที่เรามีความสงสัย จากนั้น ก็หยิบกระดาษเปล่าขึ้นมา แล้วก็เขียนสิ่งที่อยู่ในหัวของเราเกี่ยวกับเรื่องนั้นๆ ว่าเรารู้อะไรบ้างออกมาให้หมด จากนั้นก็เริ่มหาข้อมูล เพื่อเปรียบเทียบว่า ความรู้ที่เพิ่มขึ้นมามีอะไรบ้าง หรือสิ่งที่ได้เรียนรู้ใหม่ๆ มันถูกต้องการความรู้เดิมที่เรามียังไง ในขณะที่เราเก็บข้อมูลไป คลังความรู้เราก็จะเริ่มใหญ่ขึ้นจาก topic ที่เราเริ่มจากกระดาษเปล่า

2. สอนให้เด็กเข้าใจ อาจจะเป็นลูกหรือหลาน ที่อายุซัก 10-12 ขวบ เหมือนกับ quote ที่ Albert Einstein พูดว่า “If you can’t explain it to a six-year-old, you don’t understand it yourself.” กำจัดพวกคำศัพท์แสง และใช้คำพูดง่ายๆอธิบายให้เด็กเข้าใจได้ เพราะถ้าเราไม่สามารถเล่าออกมาให้เรียบง่ายได้ เราอาจจะยังไม่เข้าใจเรื่องที่เราได้เรียนรู้จริงๆ

3. รีวิวและปรับปรุง ให้เราเขียนเรื่องที่เราคิดว่าสามารถอธิบายให้เข้าใจง่ายลงกระดาษ และลองพิจารณาว่าจุดไหนที่สำคัญ การเขียนจะทำให้เราเข้าใจสิ่งที่คิดมากขึ้น ปรับปรุงจนกว่าเด็กจะเข้าใจในสิ่งที่เราสอน และกลับมาเรียนรู้เพิ่มเติมในสิ่งที่เรายังอธิบายได้ไม่ดีพอ

4. จัดระเบียบความรู้ที่ได้เรียนมา จากนั้นก็ลองเปลี่ยนคนที่เราอยากจะเล่าให้ฟัง อาจจะเป็นคนทั่วไป ประเด็นของขั้นตอนนี้คือ คนมักจะมีข้อสงสัยในสิ่งที่เราสอน หากเราตอบไม่ได้ เราจะได้มีข้อมูลเพื่อกลับมาเรียนรู้เพิ่ม

สิ่งที่ Richard หรือ ผู้ที่เป็นกูรูในสาขาต่างๆ มักจะพูดเหมือนกันในการศึกษาคือ Make it simple เพราะบางทีการที่ผู้สอนพยายามใช้ศัพท์เฉพาะ คำที่ยากจะเข้าใจมากเกินไป ก็เพื่อปิดบังความไม่เข้าใจของตัวเอง และการไม่ยอมรับ “ความไม่รู้จริงของตัวเอง” ซึ่งนั้นก็คืออุปสรรคใหญ่ในการเรียนรู้

เรื่องที่อยู่เหนือการคำนวณ

อาร์ชิบัลด์ วิเวียน ฮิลล์ (Archibald Vivian Hill) หรือ เอ.วี. ฮิลล์ เป็นนักสรีรวิทยาและเป็นนักวิ่ง เขาได้รับรางวัลโนเบลสาขาสรีรวิทยาหรือการแพทย์ ประจำปี 1922 จากการไขปริศนาการผลิตความร้อนและการใช้แรงงานของกล้ามเนื้อ

ด้วยความที่ตัวเองเป็นนักวิ่งและสงสัยว่า มนุษย์สามารถวิ่งได้เร็วสุดขนาดไหน จึงเป็นที่มาของการทดลองเกี่ยวกับ Oxygen consumption และ Performance ของนักกีฬา ซึ่งเป็นพื้นฐานในการศึกษาเรื่อง Vo2Max ในเวลาถัดมา

ในห้องทดลองของ Hill นั้นสามารถคำนวณได้แม่นยำว่า นักวิ่งคนนี้จะวิ่งได้ความเร็วสูงสุดเท่าไหร่ ซึ่งผลการทดลองก็ออกมาตรงค่อนเป๊ะตามที่คำนวณ

แต่สิ่งนึงที่สร้างความสงสัยให้ Hill คือ เค้าไม่สามารถจะทายผลลัพธ์ว่าใครจะได้เหรียญทองการแข่งโอลิมปิคในกีฬาวิ่งได้ ผ่านการคิดคำนวณจากสูตรแบบในห้อง lab

แน่นอนว่า ในการแข่งโอลิมปิกมันมีการเดิมพันที่สูงมาก รวมไปถึงความกดดัน และสภาพแวดล้อมต่างๆ ที่อยู่นอกเหนือการนำมาวิเคราะห์

Morgan Housel ผู้เขียนหนังสือ Same as Ever ได้ยกตัวอย่างนี้ในบทนึงของหนังสือ โดยให้ข้อคิดว่า เรามักจะเข้าใจว่า มนุษย์เป็นสิ่งมีชีวิตที่ใช้เหตุผล และสามารถคาดเดาพฤติกรรมได้ด้วยการใช้ตรรกะ คิด คำนวณ

เช่นเดียวกับเรื่องการเงิน การลงทุน เรามักจะคิดว่า ผู้คนตัดสินใจเรื่องเงินแบบเป็นเหตุเป็นผล และสามารถคาดการณ์ตลาดได้หากมีข้อมูล ซึ่งบ่อยครั้งผลลัพธ์ออกมาตรงกันข้ามกับที่เราคิด เพราะมันมีปัจจัยอื่นๆ ที่เข้ามาเกี่ยวข้อง แถมเป็นตัวแปรสำคัญที่ส่งผลต่อเหตุการณ์นั้นๆ

ในความเป็นจริง ถึงแม้จะเป็นคนๆเดียวกัน หากมีเรื่องของอารมณ์และบริบทอย่างอื่นเข้ามาเกี่ยว ก็อาจจะทำให้กลายเป็นอีกคนนึงได้โดยสิ้นเชิง

ถ้าจะให้เห็นภาพชัดๆ

สมมติว่าวันนี้เราสามารถวิ่งความเร็วสูงสุดได้ 1 กิโลเมตรโดยใช้เวลา 5 นาที และไม่เคยได้เร็วกว่านี้ แล้วอยู่ดีๆ ก็มีคนมาตั้งเดิมพันกับเราโดยจะให้เงิน 10 ล้านบาทถ้าเราวิ่งได้ 4:59 นาที

เชื่อว่าผลลัพธ์คงไม่ใช่ 5 นาทีแน่นอน 🙂

I can think, I can wait, I can fast

เวลามีคนเล่าถึงความสำเร็จชั่วข้ามคืน มันกระตุ้นต่อมอยากให้คนเสพสื่อ อยากรู้ถึงเคล็ดลับ ว่าทำยังไงเราถึงจะได้เป็นแบบนั้นบ้าง

Narrative เกี่ยวกับการประสบความสำเร็จ ตั้งแต่อายุยังน้อยเช่น 16, 20, 24, 30 เป็น content ที่ขายได้ตลอด

ผมเชื่อว่าคนที่ถึงเป้าหมายในชีวิตได้อย่างรวดเร็วมีอยู่จริง แต่มีจำนวนน้อยกว่าคนที่ประสบความสำเร็จแบบค่อยเป็นค่อยไปแน่นอน

“Patience, persistence, and perspiration make an unbeatable combination for success.”

– Napoleon Hill

“Patient is a key” เป็นประโยคที่ผมได้ยินบ่อยๆ ในช่วงหลังมานี้

นักลงทุนที่ประสบความสำเร็จหลายคนก็มักพูดเหมือนกันว่า เป้าหมายทางการเงินมันต้องอาศัยเวลาเพื่อให้เกิดการทบต้น

วันนี้ผมหยิบหนังสือเรื่อง สิทธารถะ (Siddhartha) ขึ้นมาอ่านเป็นรอบที่เท่าไหร่จำไม่ได้ แต่เป็นหนึ่งในหนังสือที่ผมชอบเปิดขึ้นมาอ่านแบบ Random เวลารู้สึกคิดอะไรไม่ออก

บทสนทนาในหนังสือที่อยากเอามาไฮไลท์ก็คือ ตอนที่ กมลาถามสิทธารถะ ก่อนที่จะแนะนำสิทธารถะ ในเรื่องงานว่า สิทธารถะมีความสามารถอะไรบ้าง?

สิทธารถะจึงตอบกมลาว่า ข้าคิดได้ ข้ารอได้ ข้าอดได้

สิทธารถะขยายความต่อ “ฟังนะ กมลา เมื่อท่านปาก้อนหินลงไปในน้ำ มันย่อมพุ่งลงไปในเส้นทางที่เร็วที่สุดก่อนจมสู่ก้นสระ เวลาที่สิทธารถะมีทั้งเป้าหมายและปณิธานจะเป็นเยี่ยงนี้ สิทธารถะจะมิทำสิ่งใด แต่จะรอ คิดอดอาหาร เค้าจะผ่านสิ่งต่างๆในโลกดุจดั่งก้อนหินผ่านน้ำ ที่ไม่มีการทำอะไรเลย ไม่หันเห วอกแวก

เค้าจะพุ่งลงไปปล่อยให้ตนจมลงเพราะเป้าหมายดึงดูดเขา เขาไม่ปล่อยให้มีอะไรก็ตามเข้ามาในจิตวิญญาณจนอาจขัดขวางเขาจากเป้าหมาย”

และสิทธารถะได้สรุปต่อไปว่า ใครก็ทำสิ่งมหัศจรรย์ได้ ใครก็บรรลุเป้าหมายของเค้าได้ หากเขาคิดได้ หากเค้ารอได้ หากเขาอดอาหารได้” 

พออ่านมาถึงตอนนี้ผมพอจะ get ว่า การคิดได้ รอได้ ก็มีประโยชน์จริง แล้วเรื่องการอดอาหารล่ะ?

จากนั้นสิทธารถะก็ไปพบกับกามะสวามีพ่อค้าผู้ร่ำรวย คนที่กมลาแนะนำให้สิทธารถะไปหา

กามะสวามีก็สงสัยเหมือนกันว่า “การอดอาหารมันมีประโยชน์อะไร?”

สิทธารถะตอบ “มันเป็นสิ่งที่ดีมาก เมื่อถึงเวลาที่คนเราไม่มีอะไรกิน การอดอาหาร เป็นหนทางฉลาดที่สุดที่เค้าทำได้ ตัวอย่างเช่น หากสิทธารถะไม่รู้วิธีอดอาหาร เค้าจะต้องยอมรับจ้างทำงานไม่ว่าประเภทใด ไม่ว่าจะเป็นงานของท่าน หรืออื่นใดก็ตามในวันนี้ก่อนตะวันตกดิน

เพราะ ความหิวจะบีบบังคับให้เขาต้องทำเช่นนั้น แต่ในกรณีนี้ สิทธารถะจะอดทนรอได้อย่างใจเย็น เค้าจะไม่กระวนกระวาย ไม่รีบร้อน เพราะเขาปล่อยให้ความหิวเข้ามารุมล้อมได้เป็นเวลานาน ทั้งยังหัวเราะให้กับมันได้ นี่แหละที่ว่าการอดอาหารเป็นของดี”

ถ้าเรามาลองตีความหมาย ข้าคิดได้ ข้ารอได้ ข้าอดได้ แบบที่สิทธารถะกล่าวต่อ กมลา และ กามะสวามี

  • I can think: ข้าสามารถคิดวิเคราะห์ ตัดสินใจ และแก้ปัญหาได้
  • I can wait: ข้าอดทน รอคอย และอดกลั้นต่อความท้าทายได้
  • I can fast: ข้าอดทนต่อความหิวโหย ควบคุมความต้องการของตัวเองได้

ในยุคที่กระแสสังคมคอยกระตุ้นให้เราเสพติด instant gratification หรือ ความพึงพอใจทันด่วน เร่งให้เราตัดสินใจรวดเร็ว ขาดการไตร่ตรองถี่ถ้วน และการอดทนรอเป็นความบกพร่อง

ผลกระทบที่ตามมามันส่งผลรอบด้าน เหมือนกับการทดลองเรื่อง Marshmallo test โดยศาสตราจารย์วอลเตอร์ มิสเชล (Walter Mischel) จากมหาวิทยาลัยสแตนฟอร์ด ที่สรุปมาว่า

  • ความสามารถในการควบคุมตนเองเป็นสิ่งสำคัญต่อความสำเร็จในชีวิต
  • เด็กที่สามารถควบคุมตนเองได้ มีแนวโน้มที่จะประสบความสำเร็จในด้านการเรียน การงาน และความสัมพันธ์

การ Focus และการอดทนรอ เพื่อเป้าหมายระยะยาวอาจจะเป็น skill ที่เราอาจจะต้องหันมาให้ความสำคัญมากขึ้น ในยุคที่ Social Media คอยส่งเสริมให้เรา “คิดไม่เป็น อดทนไม่ได้” อยู่แบบนี้

เงาะ

ผมทำงานอยู่ในสายงานขาย และการตลาดมาได้ 20 ปีพอดี

จำได้ว่าช่วงที่เข้าทำงานไปเป็น sales แรกๆ จะถูกส่งไป train ในหลักสูตรต่างๆเยอะมาก

เป็นความโชคดีอย่างนึงของการได้เข้าทำงานในบริษัทมหาชนที่มีระบบ ขั้นตอน และแผนงาน ในการที่ฝ่ายบุคคลต้องส่งบุคลากรของบริษัทไปอบรม เพื่อพัฒนาศักยภาพอยู่เนืองๆ

ค่าใช้จ่ายการฝึกอบรมแต่ละครั้งมีตั้งแต่หลักหมื่นถึงหลักแสนต่อวัน ซึ่งบริษัทออกให้ฟรี

แน่นอนว่าหลักสูตรนึงที่พนักงานขายต้องเข้า ก็คือเรื่องการเป็นนักขายนั่นเอง

เวลาพูดถึงคำว่า sales หรือ พนักงานขาย คนส่วนใหญ่อาจจะนึกภาพถึงคนที่เข็นกระเป๋าแล้วไปกดกริ่งตามบ้านเพื่อเสนอขายสินค้า

แต่งานขายที่ผมทำจะเป็นลักษณะของการเป็นที่ปรึกษา ดีลงาน ติดต่องาน เสนอราคา ให้กับตัวแทนจำหน่ายสินค้า และการหน่วยงานต่างๆ

ในหลักสูตรของพนักงานขาย ก็จะมีเรื่องที่เราพอจะเดาออก เช่น เรื่องของการพัฒนาบุคคลิกภาพ การแต่งตัวพูดจา เทคนิคการปิดการขาย และรวมไปถึงการขับขี่อย่างปลอดภัย

แต่มีเรื่องนึงที่ผมยังจำอยู่เสมอ คือเรื่องของการบริหารความสัมพันธ์

อาจารย์ที่สอนเป็นนัก coaching ที่เป็นที่รู้จักประมาณนึง (ขออภัยผมจำชื่อไม่ได้แล้ว)

อาจารย์ยกตัวอย่างเรื่อง ความสัมพันธ์ กับ เงาะ

การที่เราอยู่ในสายงานขาย เราต้องพบปะผู้คนเยอะมาก การวางตัวให้เหมาะสมเป็นเรื่องที่สำคัญยิ่ง

อาจารย์ยกตัวอย่างให้เข้าใจง่าย เกี่ยวกับ ความสัมพันธ์ของเรากับลูกค้า

ถ้าเราห่างกับลูกค้ามากเกินไปก็เป็นเหมือนเปลือกเงาะ ลูกค้าไม่ได้สนใจเรา จำชื่อเราไม่ได้ สุดท้ายก็ไม่ได้เกิดการขาย

ถ้าเราสนิทกับลูกค้ามากเกินไปก็เป็นเหมือนเมล็ดเงาะ ลูกค้าอาจจะชอบพอเรา คุยกับเราเหมือนเพื่อนสนิท ไปเที่ยว ไปมาหาสู่กัน แม้จะได้ขายของ แต่เราก็จะไม่กล้า และเกรงใจ เวลาที่เราต้องการเอ่ยปากเรื่องของการซื้อขาย

การรักษาระยะห่างให้ไม่ใกล้ไม่ไกลเป็นเหมือนเนื้อเงาะ ลูกค้าจำเราได้ เราได้ขายของ และต่อรองเรื่องราคาได้สะดวกใจกว่า

เรื่องนี้มีประโยชน์สามารถนำไปใช้ได้กับความสัมพันธ์อย่างอื่นได้เช่นกัน อย่างครอบครัว หรือ เพื่อน ส่วนเรื่องจะบอกว่าจุดไหนที่พอดีก็ต้องไปปรับกันเองแต่ละบุคคล

แน่นอนว่า เป็นเรื่องที่ผมจำได้ แต่ไม่ได้หมายความว่า ผมเรียนอะไรมา ก็ทำตามไปซะหมด

การบริหารความสัมพันธ์เป็นเรื่องละเอียดอ่อน สำหรับคนที่เป็นพนักงานขาย เราต้องระลึกไว้เสมอว่า เราทำงานกับคนที่มีชีวิต ความคิด จิตใจ ไม่ใช่ case study ที่อยู่ในตำรา

จากประสบการณ์ที่ผ่านมา ผมไม่มีอุปสรรคอะไรถ้าจะต้องขายของบนความสัมพันธ์แบบเมล็ดเงาะ ยังไงการเข้าไปนั่งในใจของลูกค้า และเป็น top of mind ของลูกค้าเวลาที่เค้ามีปัญหา หรือต้องการที่ปรึกษา เราก็ได้เปรียบคู่แข่งคนอื่นหลายขุมแล้ว

ส่วนถ้าใครรู้ว่าความสัมพันธ์ของตัวเองกับลูกค้าเป็นแบบเปลือกเงาะ ก็คงต้องขยันทำงานเพิ่มขึ้นแล้วนะ!